เที่ยวมัลดีฟส์ นอนวิลล่า ชมแมนตา กระเบนราหู ในราคาที่เอื้อมถึง

เขียนโดย

phraisohn

เผยแพร่

October 4, 2022

บันทึกใน

My Journey

พูดถึงมัลดีฟส์ แต่ก่อนนั้นไม่ได้เป็นประเทศที่เรียกความสนใจจากผมได้เท่าไหร่นักนะครับ เพราะว่าผมเองได้ยินมาแค่ว่ามัลดีฟส์เป็นประเทศที่เป็นเกาะมากมาย และเด่นเรื่องน้ำใสๆ แค่นั้นเอง และคนที่เคยไปมา ก็บอกว่าน้ำหนะใสจริง แต่ใต้ทะเลก็ไม่มีใครพูดถึง ภาพที่ผมเคยผ่านหูผ่านตาก็เป็นภาพคนนอนรีสอร์ทหรูๆกลางน้ำ ถ่ายภาพกับน้ำทะเลใสๆ ไม่ก็ภาพจากมุมโดรน ซึ่งถ้าวิวแค่นั้น กับการจ่ายเงินราคาค่อนข้างสูง ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปอะไรขนาดนั้น เพราะบ้านเราก็ทะเลสวย ราคาย่อมเยา ใต้ทะเลก็สวยด้วย

แต่วันหนึ่ง ผมลงเรียนฟรีไดฟ์ ครูวาวที่สอนผม เล่าให้ฟังว่า พี่สน ที่มัลดีฟส์มันมีจุดหนึ่งพี่ ที่มีแมนตานับร้อยเข้ามาทุกปี และเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติด้วย ชื่อว่า Hanifaru Bay ผมได้ยินก็เลยไปค้นดู และแค่นั้นแหละครับ ก็เหมือนโดนป้ายยาอย่างแรก มันบ้าไปแล้ว! แมนตานับร้อย

ผมเองดำน้ำสคูบามาเป็นร้อยไดฟ์ไม่เคยเจอแมนตาสักครั้งในชีวิต วันนั้นผมเลยคุยกับน้องว่า โอเค ผมจะไปมัลดีฟส์ ผมอยากเห็นแมนตา! เจอตัวเดียวก็ว่าคุ้มแล้ว ก็เลยกลายเป็นประเทศที่อยู่ใน List เพราะ Hanifarfu Bay เลย

ผมออกเดินทางไปยังประเทศมัลดีฟส์ครั้งแรกนี้ด้วยสายการบิน Bangkok Airways นะครับ เป็นสายการบินแบบ Full Service มีบริการตั้งแต่สนามบิน มีเลาจ์ให้นั่งเล่น กินขนมนมเนย รวมไปถึงโหลดน้ำหนักฟรี 20kg ที่มีทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า กระเป๋าฟินฟรีไดฟ์  เราบินใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงหน่อยๆ ก็ถึงสนามบิน Male ประเทศมัลดีฟส์แล้วครับ เป็นสนามบินไม่ใหญ่มาก และการเข้าประเทศก็ง่ายเวอร์

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเข้ามัลดีฟส์ในช่วงนี้คือ

  1. Passport ที่ยังมีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
  2. ใบจองตั๋วที่พัก และเครื่องบิน
  3. ลงทะเบียนกรอกข้อมูลการเข้าประเทศของเค้าผ่านลิงค์นี้นะคัรบ https://imuga.immigration.gov.mv/ โดยคลิกที่ Traveler Declration นะครับ กรอกเสร็จแล้วจะได้ตัว QR Code สำหรับเข้าประเทศ ก็ Capture บันทึกภาพตัว QR Code นั้นไว้ไปยื่นตอนเข้าประเทศเค้าได้เลย โดยสามารถกรอกได้ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมง ซึ่งต้องกรอกทั้งขาเข้าและขาออกนะครับ

สิ่งที่ต้องระวังของการเอาเข้าไปที่มัลดีฟส์ ก็จะมีพวก เครื่องดื่ม แอกอฮอล์ และอาหารที่มีส่วนประกอบของหมูนะครับเนื่องจากเค้าเป็นประเทศมุสลิมครับ

พอมาถึงที่สนามบิน ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ผมก็ซื้อ Internet Sim ก่อนครับ เพื่อจะได้มีเน็ตใช้ระหว่างทาง และมีเบอร์ท้องถิ่นสำหรับติดต่อโรงแรมและไกด์ตอนที่ผมเปลี่ยนเกาะด้วยครับ โดยซิมที่ผมซื้อนั้นจะเป็นของ Ooredo ครับ มีสองแบบให้เลือกคือ 17GB ราคา $35 และ 100GB $50 โดยทั้งสองแบบใช้งานได้ 30 วันครับผม ผมก็เลือกแบบ 100GB เพราะเน้นใช้งานหนักอยู่ และผมอยู่ยาวด้วย ของค่ายอื่น ผมเห็นคนบอกว่าสัญญาณตามเกาะอาจจะแกว่ง สู้ค่ายนี้ไม่ได้ครับ

การเดินทางสู่เกาะมัลดีฟส์ครั้งนี้ ผมพัก 2 เกาะนะครับ ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างกันมาก อยู่คนละโซนเลย คือผมพักที่โรงแรม The Standard, Huruvalhi Maldives ซึ่งเป็นโรงแรมรีสอร์ท 5 ดาว พักกลางน้ำ อยู่ทางเหนือของมัลดีฟส์ครับ  และอีกที่เป็นเกาะโลคัล พักที่เกาะ Maafushi ซึ่งเดี๋ยวการเดินทางไปยังเกาะโลคัล ผมจะแยกเป็นอีกบทความละกันนะครับ

พอถึงสนามบิน พนักงานของโรงแรม The Standard ก็มาชูป้ายรอรับพวกเราด้วยรอยยิ้มแจ่มใสครับ และพาเราไปยังจุดเช็คอิน Seaplane ต่อไป โดยเราต้องนั่งรถไปยังอีกสนามบินหนึ่งนะครับ เป็นสนามบินสำหรับ Seaplane โดยเฉพาะ ครั้งนี้เราจะบินไปยังรีสอร์ทด้วยสายการบิน Trans Maldivian Airways ครับผม เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้นั่งเครื่องบินแบบนี้ ตื่นเต้นเหมือนกันนะครับ

 

เราเดินทางถึงรีสอร์ทกันเลทหน่อยครับ เนื่องจากสภาพอากาศ แต่ว่าพอมาถึงก็แบบ โอ้โห เป็นรีสอร์ทที่สวยมาก น้ำใสมาก ขนาดฟ้าไม่เปิดนะครับเนี่ย ตื่นเต้นที่สุดเลย

รีสอร์ทนี้เป็นรีสอร์ที่ตั้งอยู่ที่ Raa Atoll นะครับ ใช้เวลาเดินทางด้วย Seaplane ประมาณ 40 นาทีครับถ้าสภาพอากาศดี ที่นี่มีห้องพักให้เลือกแบบหลายแบบครับ ทั้งแบบรวมอาหารเช้า อาหารทุกมื้อ หรือแค่เช้า เย็น แล้วแต่ที่เราสะดวกครับ ส่วนผมพักแบบรวมอาหารทุกมื้อเลย

ห้องพักที่นี่ ทุกห้องจะมีสระน้ำส่วนตัว และยื่นลงไปในทะเลเลยครับ น้ำใสตาแตกมาก ตื่นเช้ามา คือกระโดดลงน้ำทะเลได้เลย เดี๋ยวผมพาไปดูห้องพักก่อนว่าเป็นอย่างไร มาดูกันครับ

นี่ครับผม ห้องพัก มีการดีไซน์เหมาะกับคนรุ่นใหม่มากๆ ขนาดห้องโอเคมากครับ มีพื้นที่ใช้สอยสะดวกสบาย มีทีวี ตู้เย็น ระเบียงหน้าบ้านที่ยื่นไปยังทะเล

ส่วนห้องน้ำก็ใหญ่มากครับ มีอ่างอาบน้ำที่ใหญ่จนน่ากลัว เติมน้ำให้เต็มใช้เวลาประมาณ 45 นาที และมีไฟเหมือนดิสโกเทคด้านบนด้วย อันนี้ไม่แน่ใจว่าช่วยเรื่องอะไร 555 มีการแยกโซนเปียกโซนแห้งชัดเจนครับผม และที่เด่นคือพื้นมีส่วนที่เป็นกระจกใสๆให้เราดูทะเลระหว่างอยู่ในห้องน้ำด้วย

ของตกแต่งบนผนัง ไม่ใช่แค่ไว้แต่งห้องอย่างเดียวนะครับ เราสามารถนำมาใช้ได้เลย ทั้งหน้ากากสนอกเกิล เสื้อชูชีพ ส่วนฟิน นั้นให้เราไปติดต่อที่ Water Sport เพราะเราต้องไปฟินที่ขนาดเท่าเบอร์เท้าเรา เคยเลยไม่ได้เตรียมไว้ให้ครับ ทุกอย่างใช้ได้ฟรี

ตรงส่วนกลางนั้น มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ด้วยครับ มองวิวทะเล สวยงามมาก มาพักที่นี่ขนาดช่วงหน้าฝน โลว์ซีซันยังสวย ใครมาหน้าไฮน่าจะประทับใจกว่านี้ครับ

บรรยากาศโดยรวมของห้องพัก ผมนอนคนเดียว สบายมาก เตียงนอนดูดชีวิต ไม่นุ่มไปไม่แข็งไป และอินเตอร์เน็ตก็เร็วมากๆครับ ประทับใจมาก โปรแกรมเมอร์กับอินเตอร์เน็ตมันขาดกันยาก!

มองจากปลายเตียงมา ก็เห็นวิวทะเลแบบนี้เลยครับ น้ำใสตาแตกของแท้ แต่ว่าปะการังแถวนี้ไม่ค่อยมีนะครับ เค้าบอกว่ามีอีกจุด เสียดายช่วงผมไปฝนตก ผมเลยไม่ได้ไปสำรวจ แต่ว่าแถวนี้ก็เจอฉลาม เจอกระเบนนกครับ

อาหารการกินเค้าก็หลากหลายครับ มานี่กินจนเหนื่อย มีให้กินแทบจะทุกสองสามชั่วโมง เดี๋ยวก็ได้เวลากินแล้วกินอีก มีอาหารไทยด้วยนะครับ และมีหมูด้วย อันนี้คือเซอร์ไพรส์สุด 55

และนี่คือบรรยากาศโดยรวมของเกาะนี้ครับ ซึ่งที่พักที่เกาะนี้ก็สามารถเช็คได้จากเว็บจองโรงแรมได้เลยนะครับ ราคาเริ่มต้นคืนละหมื่นต้นๆเท่านั้นเองครับ หรือถ้าให้ง่ายก็ซื้อผ่าน Agency ได้เลย เค้ามีบริการรวมทุกอย่างตั้งแต่ที่พักยันตั๋วเครื่องบินน้ำครับ

สวัสดีแมนตา เราเจอกันแล้วนะ

อย่างที่บอกครับว่า ทริปนี้ผมมาเพราะอยากเห็นแมนตาสักครั้งในชีวิต ผมคิดว่าถ้าเจอแค่ตัวเดียวผมก็ดีใจมากแล้วครับ ผมเลยเลือกเดินทางมามัลดีฟส์ในช่วงหน้าฝน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่แมนตาจะเข้าตรง Hanifaru ด้วย แล้ววันต่อมา สตาฟที่โรงแรมบอกว่า วันนี้มีทริปแมนตาด้วยนะ ไปไหม ผมก็ไปสิครับ ซึ่งเราก็จ่ายเพิ่มคนละ $250 เพื่อซื้อทัวร์ไปดูแมนตาที่ Hanifaru ราคาสูงหน่อย เพราะว่าต้องนั่งเรือสปีดโบ้ทไปครับ นั่งไปประมาณ 45 นาที แต่พอไปถึง โอ้โห เจอแมนตาตัวจริง คุ้มค่า คุ้มราคาที่จ่ายไปมากๆ

นี่คือแมนตาตัวแรกในชีวิต ที่ผมได้พบเห็นกับตาตัวเองในแหล่งน้ำธรรมชาติ ใต้น้ำ แบบใกล้ชิด โดยไปเจอที่ Hanifaru Bay
ถ้าหากไม่มีจุดนี้ ผมอาจจะไม่ได้มาเยือนประเทศมัลดีฟส์เลย เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าใต้น้ำของมัลดีฟส์เป็นอย่างไร โชคดีที่ทะเลพัดพาให้ได้รู้จักกับน้องวาวครูสอนฟรีไดฟ์ ที่กลายมาเป็นสองพี่น้องหาทำ และน้องแนะนำให้รู้จักสถานที่แห่งนี้ว่ามันคือ แหล่งชีวมณฑลทางทะเลที่สำคัญมากของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งเมื่อเข้าสู่หน้าฝน แพลงตอนที่นี่จะเยอะมาก ทำให้แมนตามารวมตัวกันในปริมาณที่มหาศาล บางครั้งมาหลายร้อยตัวเลยทีเดียว

แมนตา หรือกระเบนราหู เป็นสัตว์ทะเลขนาดยักษ์มาก ว่ากันว่าหากโตเต็มวัยแล้ว บางตัวสามารถมีความใหญ่ถึง 6 เมตร หากวัดตอนที่น้องแผ่ปีกสูงสุด ซึ่งแมนตา เป็นกระเบนที่ไม่มีเงี่ยงพิษที่หาง ทำให้เป็นพี่ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล ที่หลายๆคนที่ทำกิจกรรทางน้ำ จัดให้เป็นหนึ่งในเช็คลิสต์ที่อยากจะเห็นสักครั้งในชีวิต

ที่ประเทศไทยเองก็พบเห็นแมนตาได้นะครับ แต่ละครั้งที่ได้พบเจอมันก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับชาวดำน้ำได้ตลอด เพราะน้องหายาก โอกาสได้พบเห็นจึงขึ้นอยู่กับแต้มบุญของวันนั้น

ส่วนที่ Hanifaru ในช่วงหน้าฝนนั้น ถ้ามาถูกจังหวะ โอกาสเจอนั้นสูงมาก แต่จำนวนที่จะเจอมากเจอน้อยนี่ก็แล้วแต่วันครับ แนะนำว่าถ้ามาแล้วให้มีเวลาเผื่อไว้อย่างน้อยสามสี่วันครับ โดยที่เราสามารถที่จะเลือกพักได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นพักรีสอร์ท พักเกาะโลคัล หรือพักแบบนนอนบนเรือ (Liveabord)

วันนั้นที่ผมไป เราเดินทางกันไปทั้งหมด 6 คน ออกจากรีสอร์ท The Standard เป็นคนไทย 4 คน และฝรั่ง 2 คน เกือบทุกคนล้วนไม่เคยเจอแมนตามาก่อน ยกเว้น น้องวาว ที่เคยเจอแล้ว แต่ก็บอกว่าเจออีกได้ เพราะยังไม่เคยมา Hanifaru เหมือนกัน

ตอนที่เห็นแมนตาครั้งแรก บอกเลยครับว่า รู้สึกปลื้มปริ่มมาก มันเหมือนฝันอย่างหนึ่งสำเร็จไปอีกแล้ว เพราะผมตั้งใจไปมัลดีฟส์ก็คืออยากเห็นแมนตานี่แหละครับ ก่อนจะไป คุยกันว่า เจอแค่ตัวเดียวก็ดีใจแล้ว ไม่นึกไม่ฝันว่าสุดท้ายจะเจอแบบนับไม่หวาดไม่ไหวขนาดนี้ มัลดีฟส์เป็นประเทศที่มีเสน่ห์มากครับ ผู้คนก็น่ารัก ใจดี เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ทำให้ตกหลุมรักได้อย่างไม่ยากเลย

กระเบนราหู หรือที่เรียกสั้นๆว่า แมนตา (Manta Ray) ชื่อ Manta ในข้อมูลที่ National Geographic เคยเขียนไว้ บอกว่ามาจากภาษาสเปนครับ แปลว่า “ผ้าห่ม” หรือเสื้อคลุม และบางที่ก็อาจจะเรียกปลานี้ว่า ปลาปีศาจ เพราะตรงปากที่อ้าตลอดและมีครีบรูปเขาสองแฉกยื่นออกมาจากด้านหน้าศีรษะ

แมนตามีสองสายพันธุ์ครับ คือแมนตาแนวปะการัง (Reef manta ray) กับแมนตามหาสมุทร (Oceaninc Manta ray) โดยตัวแมนตาแนวปะการังจะมีขนาดเล็กกว่า คือประมาณ 3 เมตร แต่แมนตามหาสมุทร จะประมาณ 8-9 เมตรได้เลยครับผม

ผมได้มีโอกาสเห็นการกินอาหารของแมนตาด้วยครับ น้องๆจะอ้าปาก แล้วก็ว่ายน้ำกวาดแพลงตอนเข้าปาก บ้างก็จะใช้การพลิกตัวไปมาครับ หมุนติ้วๆ เหมือนเด็กน้อยกำลังร่ายรำ หรือบางทีก็มาหมุนเป็นไซโคลนก็มีครับ

ในสถานที่ทำธรรมชาติ จะมีจุดที่เป็นแหล่งทำความสะอาดของแมนตาครับ เรียกว่า Cleaning Station จุดเหล่านี้แมนตาจะพากันไปเพื่อไปกำจัดปรสิตที่เกาะอยู่ตามตัวน้อง ผมเดาว่า Hanufaru Bay น่าจะจัดว่าเป็น Cleaining Station ด้วย เนื่องจากแมนตาจะไปจุดเดิมซ้ำๆตลอดครับ

แมนตาอายุยืนเช่นกันนะครับ ถ้าไม่ถูกคุกคาม น้องก็อยู่ได้ยาวนานถึง 50 ปีเลยทีเดียวครับ แต่แมนตาก็เป็นสิ่งที่ขยายพันธุ์ได้ค่อนข้างช้าครับ

แต่สถานะของแมนตาในปัจจุบันนั้น IUCN ระบุว่าอยู่ในสถานะเปราะบาง ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแมนตาคือการทำประมงที่มากเกินไปครับ

แมนตาเป็นสัตว์ที่น่ารักมาก น้องไม่มีพิษภัยอะไรเลย เคยได้ยินมาว่าถ้าเราไปสคูบา แล้วเจอแมนตา น้องชอบมาเล่นฟองอากาศของนักดำน้ำด้วยครับ
เป็นพี่ใหญ่ใจดีของท้องทะเล ในภาพ น้องๆตัวใหญ่ประมาณ 3 เมตรครับ

ทริปนี้ผมน้ำตาจะไหลมากครับ มันปลื้มที่สุด ไม่คิดว่าจะได้เจอแมนตาอะไรมากมายขนาดนี้ ผมเดินทางไปชมแมนตาสองวันติดเลยครับ วันที่สองคือยิ่งเยอะกว่าเดิม ไกด์บอกว่า นี่แหละคือ Hanifaru ของแท้ เยอะจนแบบไม่รู้จะถ่ายตัวไหนก่อน น้องๆก็ตัวใหญ่และมีเสน่ห์มากๆ ว่ายมาตื้นด้วยครับ คือใครที่จะมาที่นี่เห็นได้แน่นอน และตรงนี้เค้าไม่ให้ดำสคูบานะครับ ทำได้แค่สนอกเกิลกับฟรีไดฟ์ครับผม

ถือว่าการมาเที่ยวมัลดีฟส์ครั้งนี้ เป็นอะไรที่สุดยอดมากครับ จ่าย เจอ จบ ของจริง ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า เนี่ย มัลดีฟส์โลกใต้น้ำเค้าเต็มไปด้วยของหายากทั้งนั้นเลย แต่ทำไมไม่ค่อยมีคนพูดถึง อย่างแมนตานับร้อยแบบนี้ ถ้าผมไม่รู้จักน้องวาว ผมก็คงไม่รู้ว่ามันจะมีแหล่งชมแมนตาระดับโลกอยู่ที่นี่ และการมาเที่ยวที่มัลดีฟส์ก็ไม่ได้ราคาน่ากลัวเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ เพราะมีรีสอร์ทมากมาย รวมไปถึงทัวร์ต่างๆก็ทำราคามาเอื้อมถึงกันได้แล้วครับ

มัลดีฟส์ กลายเป็นประเทศที่ผมหลงรักไปแล้วครับ ครั้งแรกไม่พอ ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะอยู่ที่มัลดีฟส์ไม่กี่วัน แต่พอผมรู้จักโลกใต้ทะเลที่นี่ ผมก็ตัดสินใจอยู่ต่อ จนกลายเป็นทริป 16 คืน 17 วัน เลยครับ เอาให้คุ้ม ซึ่งวันที่เหลือนั้น ผมก็ย้ายไปพักที่เกาะโลคัลนะครับ ซึ่งที่นั่นก็มีของดีคนละแบบ เอาใจผมไปอีกแล้ว เดี๋ยวยังไงไว้ติดตามอ่านกันในบทความถัดไปนะครับ จะได้ไม่ยาวเกินไปนัก

ค่าใช้จ่ายสำหรับทริปมัลดีฟส์ พักที่ The Standard, Maldives

  • ตั๋วเครื่องบิน Bangkok Airways ไปกลับ หมื่นแปดพันบาท ประมาณ $500
    **โรงแรม The Standard, Huruvalhi Maldives (Ocean Overwater Villa with Private Pool อาหารเช้ากลางวันเย็น) 3 คืน 4 วัน $1850
    ** ราคาเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาเข้าพัก
  • Seaplane ไปรีสอร์ท the standard ไปกลับ $525
  • ทริปชมแมนตาที่ Hanifaru Bay วันละ $250 ไปสองวันรวมเป็น $500

หากใครสนใจจองโรงแรมโดยตรง ไม่ผ่าน Agency ก็คลิกผ่านลิงค์นี้ได้เลยนะครับ ทางโรงแรมให้ส่วนลดสำหรับคนที่อ่านจากเพจผม 25% ครับผม หรือจะใช้โค้ด BUKSOHN ก็ได้ครับ

https://book.standardhotels.com/?chain=18474&hotel=9047&nights=4&adult=2&child=0&segment=FULL%20BOARD&promo=BUKSOHN 

ขอให้มีความสุขกับการท่องเที่ยวที่มัลดีฟส์นะครับ เจออะไรบ้าง มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามชมติดตามอ่านครับผม

 

"บักสน"

"บักสน"

ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ชอบการออกเดินทางท่องเที่ยว เริ่มจากการได้ไปทำงานด้วยเที่ยวด้วย ฟังดูเหมือน Work & Travel เนาะ งานที่ผมทำมันเปิดโอกาสให้ผมได้ออกไปนอกสถานที่ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ เจอบรรยากาศใหม่ๆ นั่นทำให้ผมตั้งใจไว้ว่า ผมจะเดินทางเที่ยวในยามที่มีโอกาส เพื่อเป็นการให้รางวัลชีวิตแก่ตัวเองครับ