My Journey

แบกเป้เที่ยวตุรกี ตอนที่ 4 นี่มันเมืองในเทพนิยายชัดๆ Goreme และ Cappadocia

กลับมาแล้วครับผม หลังจากที่ดองบล็อกไปนานมาก ผ่านมาเป็นปีถึงได้เขียนต่อ เพราะช่วงนี้คือสถานการณ์โควิด ผมก็ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งระหว่างที่นั่งเขียนบล็อกนี้ คิดได้ว่า ควรจะเขียนเรื่องราวการเดินทางในตุรกีต่อนะ เพื่อนร่วมทริปก็ยิกๆว่า เขียนต่อได้แล้ว จะอ่าน ฮ่าๆ งั้นมาลุยกันต่อครับผมว่า การเดินทางทริปเมืองสองทวีปนี้ดีงามแค่ไหน

หลังจากที่พวกเราเที่ยวเมืองอิสตันบูลแล้ว เราก็วางแผนว่าจะไปต่อที่เมือง Goreme ครับ เมืองนี้มีจุดเด่นคือภูมิประเทศที่เป็นเหมือนเขาหิน แล้วก็มีคนเจาะหินอยู่ ดูแล้วมันน่าตื่นตาตื่นใจมาก คืนนั้นเรานอนกันไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องรีบตื่นมาราวตี 3 เพื่อที่จะได้รีบล้างหน้าล้างตาไปที่สนามบิน เตรียมบินต่อไปเมือง Goreme โดยสายการบิน Turkish Airline ครับ สายการบินนี้บินในประเทศราคาถูกมาก เป็นมิตรมาก (ณ วันที่ผมไป) ใครมีเวลาไม่มาก บินข้ามเมืองเลยครับ เอาเวลาที่เหลือไปเที่ยวที่นั่นดีกว่าเนาะ

สำหรับการเที่ยวในเมืองนี้ ผมกับเพื่อนตกลงกันว่า เราจะเช่ารถพร้อมขับเที่ยวกันครับ จะได้ไม่ต้องรีบมาก อยากจอดตรงไหนก็จอดไปตรงไหนก็ไป และคำนวณดูแล้ว มันประหยัดด้วยครับผม

แต่ว่าเมื่อเราบินมาถึงสนามบิน บริษัทที่เราจองรถไว้บอกว่าจะมารอที่สนามบินครับ ซึ่งเราก็หาไม่เจอ ที่สนามบินไม่มีสำนักงานของบริษัทนี้ด้วย เราเสียเวลากันพอสมควรในการตามหาคนจากบริษัท ทั้งถามพนักงานสนามบิน ก็ไม่ได้ผลครับ เราเลยตัดสินใจเดินออกมาหาด้านนอกอีก จนสุดท้ายก็เจอคนจากบริษัทเช่ารถครับ เค้าไม่ได้ดูกระตือรือร้นมองหาพวกเราเลย เขาบอกว่า บริษัทเค้าไม่มีออฟฟิศที่นี่ เดี๋ยวขึ้นรถไปกับเค้าไปเอารถกัน 

พอไปถึง และเห็นสภาพรถ ความผิดหวังพุ่งขึ้นสูงมากครับ เป็นรถที่กล้าเอามาให้ลูกค้าใช้ได้อย่างไร มันสกปรกมาก สภาพเหมือนเพิ่งไปออกรบ เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบบุหรี่ แถมน้ำมันไม่มีอีกจ้า แปลกดี ปกติเคยเจอคือเค้าจะเติมเต็มถังแล้วเราไปเติมกลับตอนมอบรถ แถมให้รถไม่ตรง spec ด้วยครับ แต่วันนั้น อารมณ์แบบ เออ พยายามมองข้ามไปครับ แต่แนะนำว่าให้ใช้บริการบริษัทอื่นแทนน่าจะดีกว่าที่ผมใช้นะครับ ผมรีวิวไว้ด้านล่างครับผม

รีวิวประสบการณ์เช่ารถขับที่ตุรกี

เนื่องจากผมและเพื่อนๆเดินทางเที่ยวเอง ไม่ได้ใช้บริการทัวร์ เลยตั้งใจว่าจะเช่ารถขับที่เมือง Cappadocia เพื่อความสะดวกในการเดินทาง
โดยรับรถที่สนามบิน Kayseri และคืนที่โรงแรมในเมือง Goreme

ครั้งนี้ได้เลือกใช้บริการของบริษัท NOKTA Rent A Car
เช่ารถ Hyundai i20 รวมทั้งซื้อประกันแบบครอบคลุมทุกอย่างและจ่ายค่า Drop Charge ตั้งแต่ตอนจอง

และแล้วความไม่ประทับใจก็เริ่มขึ้น
พอเดินทางไปถึงสนามบินปรากฎว่าไม่มีเคาน์เตอร์ของบริษัทนี้ที่สนามบิน
พวกเราเดินหาอยู่นานถึงเจอคนของบริษัทรถมาถือป้ายชื่อรออยู่ตรงทางออก
จากนั้นเขาก็ให้ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปบริษัทที่อยู่นอกสนามบิน โอเคอันนี้รับได้ไม่เป็นไร

เมื่อไปถึงบริษัทก็แสดงหลักฐานการจอง ใบขับขี่สากลรวมถึงหลักฐานอื่นๆ เจ้าหน้าที่ก็จะขอบัตรเครดิตเพื่อรูดกันวงเงินมัดจำไว้ 100 ยูโร
แต่!! จะรูดเก็บค่า Drop Charge เพิ่มอีก 20 ยูโร
คราวนี้ผมก็ไม่ยอมสิครับเพราะจ่ายมาตั้งแต่ตอนจองแล้ว เลยเถียงกันอยู่สักพักเขาก็ยอมด้วยหลักฐาน (เรื่องนี้รับไม่ได้ ถ้าคนที่สื่อสารไม่ได้หรือเตรียมหลักฐานไม่พร้อมคงโดนโกง)
หลังจากเคลียร์เงินและหลักฐานเรียบร้อยก็ถึงเวลารับรถที่เช่าไว้
ความเลวร้ายอีกหลายๆอย่างก็เริ่มปรากฎ

เริ่มจากรถที่ส่งมอบเป็น Hyundai Accent ซึ่งใช้น้ำมันดีเซล ไม่ใช่ i20 ใช้เบนซินตามที่จองไว้ แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็นรถขนาด sub-compact เหมือนกันก็เลยโอเครับได้
แต่ยังไม่หมดเท่านั้น สภาพรถที่ส่งมอบให้ลูกค้าแย่มากเหมือนผ่านสงครามมา สกปรกจนมองไม่เห็นร่องรอยความเสียหายเดิมของรถเลย
น้ำมันก็หมดจนไฟเตือนขึ้น ไม่ได้เติมให้เต็มถังตามที่ตกลงไว้
ภายในรถก็มีขี้บุหรี่อยู่ตามช่องวางแก้วเต็มไปหมด

เป็นการเช่ารถที่เลวร้ายมากไม่แนะนำให้ใช้บริการบริษัทนี้
ยอมจ่ายแพงขึ้นเช่ากับบริษัทดังๆที่มีเคาน์เตอร์ในสนามบินดีกว่าครับ

ปล. ตอนรับรถคืนก็ไม่ตรงเวลาที่นัดไว้ มาสายเป็นชั่วโมงทำให้แทนที่พวกเราจะได้ไปกินข้าวเย็นก็ต้องนั่งรอครับ เป็นประสบการณ์เช่ารถที่ไม่ประทับใจเลย เลยมาเล่าสู่กันฟังสำหรับประสบการณ์เช่ารถค่ายนี้ของพวกเราครับ

หลังจากได้รถแล้ว ต่อไปเราก็ขับไปยังโรงแรมกันครับ พยายามไม่ใส่ใจให้มากกับรถที่เขาเอามาให้เราเช่า เพื่อนผมเป็นคนขับรถ ผมนั่งเป็นผู้โดยสารไป วิวระหว่างทางคือสวยมาก ทำให้ลืมความไม่ประทับใจแรกลงไปบ้าง

ด้วยความที่ตัวสนามบิน Kayseri นี่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองเลยครับ เราขับรถกันเพลินๆ ชมวิวระหว่างทางไปด้วย เราจะไปพักที่โรงแรมก่อน ที่พักวันนี้คือ Caravanserai Inn Hotel แนะนำมากครับ ดีมาก สถานที่ดี ห้องดี ทุกอย่างดี ชอบมากเลย

เมืองเกอเรแมตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาตั้งแต่สมัยโรมัน และเป็นที่ที่ชาวคริสเตียนยุคแรกใช้ในการเป็นที่หลบหนีภัยจากการไล่ทำร้ายและสังหารก่อนที่คริสต์ศาสนาจะเป็นศาสนาที่ได้รับการประกาศว่าเป็นศาสนาของจักรวรรดิ ที่จะเห็นได้จากคริสต์ศาสนสถานจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ครับ ที่นี่มีมรดกโลกหลายแห่งด้วย แนะนำมากว่ามาตุรกีต้องมาเยือนครับ

หลังจาก Check In เรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมแล้วที่จะออกไปเที่ยวชมธรรมชาติแบบแปลกตา ที่หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ตามผมมาเลยครับผม


PASABAG (MONKS VALLEY)

ตุรกีรอบนี้ผมเองก็ไม่ได้วางแผนอะไรมากครับ เทียวกันแบบ เจออะไรก็ไปกัน เปิดหาข้อมูลกันระหว่างทริปบ้าง จุดแรกที่เรามาเที่ยวกันคือปล่องไฟนางฟ้าหุบเขาพาซาแบคครับ  สำหรับสถานที่แห่งนี้ ชื่อเต็มๆก็คือ Pasabag Fairy Chimneys ครับ ต้ังอยู่ห่างจากเมือง Goreme ราว 5 กิโลเมตร ลักษณะของที่นี่จะเป็นเสาหินสูงลักษณะเหมือนเห็ดโคนตั้งอยู่เรียงรายเต็มไป

ที่แห่งนี้ว่ากันว่า Pasabag หมายถึงไร่องุ่นของแม่ทัพ มาจากคำว่า Pacha Pacha ในภาษาตุรกี ที่แปลว่า “นายพล” ครับ นอกจากนี้ที่นี่ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Monks Valley  เนื่องมาจากมีตำนานเล่าถึงนักบุญชื่อว่า St. Simeon ที่มาสร้างอาศรมอยู่ที่นี่ และใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษ จะกลับลงมาก็เมื่อต้องการหาอาหารเท่านั้นครับ

เข็มหินรูปเห็ดในหุบเขา Pasabag ทำให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Cappadocia 

หินของที่นี่ก็จะเป็นทรงโคน ทรงกรวยแบบดังภาพครับ เรียงตัวกันเยอะมาก แบบแปลกตาจริงๆ หลายคนบอกว่าเหมือนกับต่างดาวเลยครับ ที่นี่เราสามารถเข้าชมได้ฟรีครับ ลองปีนถ่ายรูปได้ตามสบายเลยครับ ผมว่าช่วงพระอาทิตย์ขึ้นกับตก มันยิ่งสวยมากแน่ๆ

สภาพแต่ละคนค่อนข้างอิดโรยหน่อยๆ เพราะว่านอนน้อยครับ แฮะๆ

กิจกรรมเด่นๆของการมาเยือนพาซาแบ็ก ก็อารมณ์มาเดินเล่นๆ ชมวิว ชมเขา เดินดูหินแปลกตาไปครับผม เพราะนอกจากจะลักษณะแปลกตาแล้วก็ยังมีเรื่องราวต่างๆด้วย อย่างที่บอกไปว่าครั้งหนึ่งก็เคยเป็นที่พักของนักบุญ ดังนั้นก็จะมีจุดที่นักบุญพักด้วยอะไรด้วยครับ

ลักษณะภูมิประเทศนี้เกิดจากแรงลมที่กัดกร่อนเขาและหินต่างๆ ทำให้มีภูมิประเทศแปลกตาแบบนี้ครับ


Çavusin Village หมู่บ้านโบราณ มีบ้านฮอบบิท

ถัดจากนั้นพวกเราก็ขับรถขับต่อไปละแวกนั้นอีกครับ แวะชมหมู่บ้านแถวนั้น เจอบ้านหลังนี้อย่างกะบ้านฮอบบิทเลย แถบนี้ที่อยู่ล้วนมีรูปร่างแนวๆนี้ครับผม เอาจริงๆ เพิ่งมาทราบว่านี่คือหมู่บ้านที่เป็นจุดที่น่าแวะมากครับ ชื่อว่าหมู่บ้านคาวูซิน

หมู่บ้านคาวูซิน เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีเนินเขาโอบล้อมครับ มีบ้านเรือนหลังเล็กๆเรียงรายกันอยู่ หมู่บ้านจะอยู่ระหว่างเมือง Avanos กับ Goreme เป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบมาก วันที่พวกผมไปก็คนน้อยมากครับ เราจะเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแบบดั้งเดิม เห็นบรรดาผู้ชายนั่งจับกลุ่มจิบชา ผู้หญิงแต่งกายแบบพื้นเมือง

ที่นี่มีความน่าสนใจ (ซึ่งก็มาทราบภายหลัง ฮ่าๆ) ว่ามีโบสถ์สองแห่งคือ โบสถ์ด้านบน (The upper church) โบสถ์นี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญเซนส์จอห์น และอีกโบสถ์ คือโบสถ์ด้านล่าง (The lower Church) หรือ Çavusin (Nicephorus Phocas) Church สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่การมาเยือนของจักรพรรดิ Nicephorus Phocas แห่งคัปปาโดเชียน สันนิษฐานกันว่าโบสถ์ด้านบนหรือโบสถ์เซนต์จอห์นนั้นอาจจะเป็นโบสถ์ถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดคัปปาโดเกีย โดยน่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่ราวๆ ศตวรรษที่ 5

เห็นแล้วได้แต่นึกในใจว่า บ้านหลังนี้อากาศน่าจะเย็นสบายเลยครับ เพราะว่าเป็นบ้านที่ขุดเจาะเข้าไปเป็นถ้ำ แถม รอบๆก็มีแต่ต้นไม้เขียวขจีขึ้นเต็มไปหมดเลย ผมเองก็ชอบบ้านหลังนี้มากๆครับ

แถวนั้นมีร้านคาเฟ่ด้วย หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Goreme ครับ เป็นจุดที่ไม่ได้ไกลจากแถบ Pasabag มากนัก  ตรงนี้เป็นจุดที่เราจะเห็นภูเขาถูกเจาะเป็นช่องๆ สร้างเป็นที่พักอาศัย หมู่บ้านเงียบสงบมาก ข้อมูลที่ผมอ่านบอกว่าเป็นหมู่บ้านโบราณของชาวกรีกมาก่อน แล้วจากนั้นก็เป็นของชาวออธอด๊อกซ์ ชาวเติร์ก ชาวคัปปาโดเกีย และก็มีเหตุการณ์หินถล่มด้วยครับ ทำให้หลายที่เป็นบ้านร้างไป

นี่ครับ บ้านเรือนที่เกิดจากการขุดเจาะภูเขาและหน้าผา ให้กลายเป็นถ้ำ ซึ่งข้างในนั้น ขอบอกเลยครับว่า อากาศเย็นสบายมาก ในขณะที่ข้างนอกอากาศร้อนระอุ แต่ข้างในอย่างกะเปิดแอร์เลย ชาวบ้านบอกว่า ถ้ำแบบนี้อากาศจะเย็นสบายตลอดปี ต่อให้ข้างนอก หนาวมาก หรือร้อนมาก ข้างในอากาศก็ค่อนข้างจะคงที่ครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาการเอาตัวรอดของคนในสมัยก่อนเนาะ

ผมเดินเข้าไปดูใกล้ๆหน่อยครับ ตรงนี้ไม่มีคนอยู่ เป็นเขาว่างๆแล้ว ข้างในก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนะครับ แต่ก็แล้วแต่จุดครับ บางทีก็กว้างขวางจุคนได้เยอะ บางจุดก็อารมณ์คงเป็นห้องนอนทำนองนี้มั้งครับ

บางจุดจะเห็นว่า มีการไปเจาะช่องกันที่เกือบยอดเลยครับ ที่นี่เมื่อก่อนคือชุมชนขนาดใหญ่มาก ข้างในมีทั้งบ้าน ทั้งโบสถ์ เค้าใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำหินที่ขุดเจาะ หินพวกนี้เป็นหินชนิดพิเศษครับ เหมือนกับว่ามันขุดเจาะได้ง่ายกว่าหินทั่วๆไป

พวกเราทั้งหมดเดินชมตรงนั้นตรงนี้ เก็บภาพกันเพลินๆ ตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศใหม่ๆ เวลาไปเที่ยวมันสนุกตรงนี้แหละครับ เราจะรู้สึกเอ็นจอยได้กับทุกสิ่งอย่างที่เราเห็น ฮ่าๆ

จากนั้นก็ถ่ายภาพกันสักหน่อยเป็นที่ระลึก ก่อนที่ขึ้นรถ เดินทางไปยังจุดต่อไปของวันนี้ครับ เดี๋ยวเราจะไปที่ Panoramic View  Point กันครับ

เตรียมอำลาหมู่บ้านแห่งนี้ก่อนครับ เป้าหมายต่อไปรอเราอยู่ จะเป็นอย่างไรนะ ตื่นเต้นๆ

ระหว่างทางก็จะเห็นหินรูปกรวยแบบนี้เพียบเลยครับ

ขับไปดูวิวไป ส่งเสียงฮือฮาเป็นระยะๆครับ มาที่นี่เสาหินแบบนี้ ที่อยู่แบบนี้เยอะมาก มันเป็นวิวที่ผมว่าอัศจรรย์ดีนะ ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ลองจินตนาการไปว่าในสมัยก่อนเค้าต้องหาหนทางในการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมแบบนี้บ้าง จากสงครามบ้าง การขุดถ้ำอยู่ก็เป็นหนทางที่ฉลาดเลย เพราะอย่างน้อยในถ้ำอากาศก็ไม่ร้อนจัดเท่าข้างนอก เวลาหนาวก็ไม่หนาวจัดด้วยเช่นกัน


Panoramic View Point @ Red and Rose Valley จุดชมวิว 360 องศา

เราขับรถกันมาใช้เวลาพอสมควรครับ ก็มาถึงจุดที่คอยชมวิวกันแล้ว เป็นจุดที่เรียกว่า Panoramic View Point  โดยพื้นที่นี้มีชื่ออีกอย่างว่า Red and Rose Valley ครับ

ตรงนี้เราจะมองเห็นวิวได้สุดลูกหูลูกตาเลยครับ มันสวยงามมากจริงๆ ในวันที่ผมไปนั้น ลมแรงมาก เพื่อนๆผมทั้งสามบอกว่า เดี๋ยวจะยืนชมวิวกันแถวนี้แหละ แต่ผมมองเห็นว่ามันมีเส้นทางให้เดินลงไปดูด้านล่างได้ด้วย ผมก็เลยบอกเพื่อนว่า งั้นผมจะลงไปนะ เพื่อนๆก็บอกว่าโอเคเดี๋ยวรอด้านบน

เดินลงไปแล้ว บอกเลยครับว่า มันเหมือนหลุดไปยังโลกในนิยาย มันหินประหลาดๆ เรียงตัวล้อมรอบแบบ 360 องศา ผมเดินไปถ่ายรุปไป เพลินมาก ตอนนั้นก็แทบจะไม่มีคนด้วยครับ

พื้นที่เหล่านี้ เป็นเพราะว่าในสมัยมีการปะทุของภูเขาไฟแล้วขี้เถ้าทั้งหลายพากันปกคลุมเต็มไปหมด จากนั้นก็มีภูเขาไฟระเบิดอีก ลาวาไหลมาทับ เลยกลายเป็นเนินตะปุ่มตะป่ำ อันนี้จากที่ผมอ่านๆมานะครับ

ผมเดินลงมาเรื่อยๆ ด้านล่างมีบ้านถ้ำด้วยนะครับ เขาเจาะหินเป็นบ้านเรือน เหลือร่องรอยให้เราได้เห็นและชวนคิดว่าสมัยก่อนคงจะมีคนอาศัยอยู่กันหนาแน่น

พื้นที่ให้เราเดินชมนี่ ยาวมาก หลายกิโลเมตรครับ มันมีจุดให้แวะชมเยอะสำหรับคนชอบแนว Landscape แปลกๆ อย่างผมเองก็ชอบเลาะตรงนั้นตรงนี้ แต่ตอนเดินก็เดินคนเดียวครับ ไม่มีใครเดินตาม หรือเดินสวนมาเลย ก็แอบวังเวงเบาๆ ฮ่าๆ

บางจุดเห็นเค้าใส่บันไดให้เดินขึ้นไปยังรูด้านบน ผมก็ปีนขึ้นไปดูด้วยครับ

ถ่ายรูปมามันอาจจะดูซ้ำๆ ไม่แตกต่างนะครับ แต่บอกเลยครับว่า ต้องไปเห็นของจริง มันว้าวมาก มันเป็นภูเขาหินแปลกๆอ่ะครับ สำหรับคนชอบธรรมชาติยิ่งน่าจะดื่มด่ำได้เพลินมาก แต่ถ้าคนไม่ชอบแนวนี้ก็คงจะรู้สึกว่า เอ มันก็เหมือนๆกัน 55 แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองชอบมาก ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก ผมเดินเลาะได้ทั้งวัน

เนี่ยครับ วิวหินอันแปลกตา เดินกันไปยาวๆเลยจ้า

สักพัก ฟ้าก็ครึ้มๆครับ เหมือนฝนทำท่าว่าจะตก ผมก็เอาแล้วไง ถ้าฝนตกมา ไม่กลัวเปียก แต่เพราะมันโล่งมาก กลัวฟ้าผ่าครับ คิดไปโน่น เลยเร่งฝีเท้าขึ้น แต่ก็แบบ โอย ตรงนั้นก็สวย ตรงนี้ก็สวย รีบเดินด้วย รีบเก็บภาพด้วย

กลัวฟ้าผ่าก็กลัว อยากได้ภาพก็อยากได้ ฮ่าๆ จริงๆมันก็ไม่มีหรอกครับ แค่กลัวไปเอง เพราะเคยอ่านเจอว่าที่แกรนด์แคนยอนเมกา เป็นจุดฟ้าผ่าบ่อย แล้วตรงนี้ก็แบบ เออ โล่งดีจัง ก็คิดไปเอง ฮ่าๆ

ตรงนี้เหมือนมีร้านค้าด้วยครับ แวะไปชมสักหน่อย อย่างน้อยก็มีคนอยู่นะ

เป็นร้านค้าเล็กๆครับ ถือว่าเป็นจุดพักสำหรับคนเดินทาง ผมก็นั่งแช่แป็บนึง แล้วก็เดินต่อครับผม เดิน เดิน 

ทันใดนั้นสายตาก็ไปสะดุดกับตรงนี้ อุ้ต่ะ โบสถ์หรือ นี่จะเป็นโบสถ์ถ้ำแห่งแรกที่ผมแวะเข้าไปครับ มองซ้ายมองขวา ดูเหมือนว่ามันก็มีจุดขึ้นนะ ผมก็เลยหาจุดเดินขึ้นไปดูครับ โบสถ์เค้าจะเป็นยังไงน้า

คำตอบคือก็ไม่มีอะไรครับ แอ้ะะะะ ก็อารมณ์ถ้ำ มีที่นั่งครับ ก็เลย โอเค นั่งมองวิวร้านค้าก็ได้ ว่าแต่ คนหายไปไหนหมด เฮ้ลโล้ววววว อย่าให้ผมเหมาทั้งหุบเขาคนเดียวสิ 

ที่ดินตรงนี้ผมว่าค่อนข้างจะแล้งๆครับ ว่ากันว่า เค้าใช้ปลูกองุ่นกันครับผม แต่ผมก็ไม่เห็นไร่องุ่นนะ หรือช่วงผมมาเค้าเก็บเกี่ยวหมดแล้วผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

เขาถูกขุดถูกเจาะเป็นที่อยู่อาศัยเยอะมากครับ 

มองไปไกลๆ เห็นรถจิ๊บขับพานักท่องเที่ยวออกชมวิวด้วยครับ 

สักพักก็ดูเหมือนว่า ฟ้าจะเริ่มปลอดโปร่ง ก็เลยตั้งกล้องถ่ายรูปให้ตัวเองสักหน่อยครับ มาคนเดียว ต้องสามารถมีรูปตัวเองได้บ้าง จะได้อัพสกิล

ผมเดินไปไกลมาก ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเห็นจุดวกกลับไปยังจุดขึ้นเขาเลยครับ เอาวะ มาแล้ว ก็ต้องไปให้สุด 

สำหรับคนที่เคยมาแล้วบางคนก็เล่าให้ฟังว่า เค้าคิดว่าเมืองนี้น่าเบื่อ เพราะมันมีแต่หินประหลาดๆ เต็มไปหมด มันก็ว่ากันยากเนาะ เพราะว่าความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างผมเอง ผมชอบเที่ยวธรรมชาติมาก อย่างแบบนี้บ้านเราก็ไม่มี ผมเองก็เลยชื่นชอบ มองว่ามันก็แปลกตาดี และมีเต็มไปหมด สุดลูกหูลูกตา ยิ่งใหญ่อลังการ ยังอยากกลับไปอีกเลยครับ

มาเมืองนี้ เราจะดื่มด่ำกับวิวหินๆ ถ้ำๆ แบบนี้แหละครับ มีให้ชมแบบจุใจมาก

สวยแบบไม่ไหวแล้ว เดินไปถ่ายภาพไปเรื่อยๆครับ อย่างที่ผมบอกว่า ผมอยู่ได้ทั้งวันแน่ๆ (ถ้ามันไม่ร้อน ฮ่าๆ)

ยามอาทิตย์ใกล้ตกดิน ลองนึกภาพตามครับว่า สีของแสงยามเย็นที่สะท้อนกับหินเหล่านี้จะสร้างบรรยากาศที่สวยงามสักเพียงใด ก็ไม่แปลกใจที่เขาจะเรียกว่า ปล่องนางฟ้า เพราะมันแสงที่สะท้อนมันขับความงามออกมาเหมือนอยู่ในโลกนิยายครับ

นี่ครับ บางช่วงมันสะท้อนแสงเป็นสีชมพู โอ้โห ชอบมากก อยากให้เพื่อนๆที่รอด้านบนมาเดินดูด้วยเสียเหลือเกินครับ

เก็บภาพเพลินครับ เดินราวชั่วโมงกว่าๆ จนแบบต้องเร่งฝ่าเท้าแล้ว เดี๋ยวเพื่อนๆรอนาน แล้วนี่คือเดินในหุบเขานะครับ ต้องเดินปีนเขาขึ้นไปอีกจ้า 

ผมถ่ายภาพเยอะมากจริงๆครับ แสงสวยๆ มีมาใช่ว่าจะบ่อย และใช่ว่าจะได้กลับมาอีกง่ายๆ ก็เก็บภาพรัวๆ 

และที่สำคัญ หุบเขาแห่งนี้ ได้ชื่อว่าเป็นหุบเขาที่สวยงามที่สุดของคัปปาโดเกียเลยนะครับ ตั้งอยู่ระหว่าง  Göremeและ หมู่บ้าน Çavusin ที่นี่หินที่กลิ้งและกระเพื่อมนั้น ต่างทอดตัวเป็นแนวโค้ง มีสีสันเป็นแถบสีชมพูพาสเทล สีเหลือง และสีส้ม ซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟและการกัดเซาะของลมและน้ำนับพันปีครับ ระหว่างหน้าผาเป็นสวนผลไม้ และแปลงผักที่ยังคงดูแลโดยเกษตรกรในท้องถิ่น และหินเหล่านี้ก็มีที่แกะสลักเข้าไปเพื่อสร้างเป็นโบสถ์ที่ซ่อนอยู่ภายในถ้ำหินนั่นอีกที เป็นโบสถ์ตั้งแต่ยุคสมัยไบเซนไทน์ครับ ส่วนใหญ่แล้ว นักท่องเที่ยวจะมาที่นี่เพื่อมาชมพระอาทิตย์ตกดินกันครับ

แต่ละทริปได้ภาพมาเป็นพันๆครับ ลงภาพอีกสิบปีก็ไม่หมด ฮ่าๆ กดไว้ก่อน สวยไม่สวย ค่อยมาเลือกเอา

เริ่มเห็นมีคนบ้างแล้วครับ แต่ถ้าสังเกตดูก็จะเห็นว่า คนลงมาเดินกันน้อยมาก 

ตอนนั้นมือก็ถ่ายรูป ขาก็รีบเดิน เพราะเดี๋ยวเพื่อนด่าครับ ฮ่าๆ จนในที่สุดก็เดินมาถึงจุดที่ผมเดินลง แต่ตอนนั้นหาเพื่อนไม่เจอ เพื่อนไปจอดถ่ายรูปอีกจุดครับ ก็สิ้นสุดการชมวิวที่ Panaramic View Point ก่อน ต่างคนต่างหิวข้าวมาก

เราพากันขับรถกลับเข้าไปยังเขตเมืองครับ เพื่อหาอะไรทาน แต่ที่นี่พระอาทิตย์ก็ตกดินช้าครับ คือเกือบสองทุ่มจ้า นั่งรอไปนานๆเลยกว่าอาทิตย์จะตกดิน

เราเลือกร้านอาหารแห่งนึงครับ ด้านบนมีจุดถ่ายรูปด้วย พรมตุรกี! ตุรกีเค้าขึ้นชื่อเรื่องพรมมาก สวยมาก แต่หนัก เอากลับบ้านไม่ได้ เหนือสิ่งอื่นใดคือ ราคาสูงมากครับ บางผืนสูงกว่าราคาชีวิตผมอีกมั้ง 555 ก็เลยมาถ่ายรูป ร้านเค้าก็เข้าใจนักท่องเที่ยวนะครับว่า คนมาตุรกีชอบถ่ายรูปกับพรม ส่วนผม ดูสิครับ เสื้อกับพรม แยกกันไม่ออกเลย

ร้านนี้อาหารอร่อยไหม อืม จะบอกไงดี คืออาหารตุรกีบางอย่าง เหมือนเครื่องเทศเค้าจะดับกลิ่นเนื้อได้ไม่หมดหนะครับ พอกิน ก็จะรู้สึกว่า เอ๊ะ เหมือนได้กลิ่นสาบๆของเนื้อ แต่โชคดีที่ผมซื้อน้ำพริกไปด้วย เพราะได้ประสบการณ์จากอาหารอินเดีย ก็เลยไม่ถือว่าแย่มากครับ

นี่ครับ บรรยากาศตอนจะสองทุ่ม ฟ้ายังสว่างโร่เลย ทริปนี้ผมไม่มีการเก็บภาพอาทิตย์ตกเลย เพราะรอไม่ได้ หิวมาก วันนี้เป็นอีกวันที่มีความสุขมากๆครับ ได้เห็นวิวแปลกๆ อากาศดี และมาลุ้นกันว่า เราจะได้ขึ้นบอลลูนกันหรือไม่

หลังจากกินอิ่ม เราก็เดินดูตลาดแถวนั้นครับ บอกเลยว่า เมืองนี้ สิ่งของราคาถูกมาก ถูกว่าอิสตันบูลหลายเท่าครับ คิดว่าถูกสุดในบรรดาเมืองที่ไปเยือน ผมไปเจอร้านคุณลุงที่ขายของชำด้วย ร้านนั้นแบบขายถูกมาก ถูกแบบไม่แคร์ว่าร้านติดกันจะดักตี ฮ่าๆ

เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปชมพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน พาเดินลัดเลาะถ้ำ แล้วพามุดดินลงไปสี่ชั้น! อย่าลืมติดตามกันนะครับ วันนี้ขอจบบล็อกเท่านี้ก่อนครับผม แล้วเจอกันใหม่คร้าบ

Related Posts