Story

ลี่เจียง แชงกรีล่า บินลัดฟ้าไปหาความหนาว

หลังจากที่เมื่อปลายปี ผมได้พาน้องชายของผมไปเที่ยวจีน แถบยูนนาน เพราะน้องชายอยากจะเห็นหิมะและเล่นหิมะสักครั้งในชีวิต แต่ว่าบุญมีแต่กรรมบัง ครั้งก่อนไปถึงเขาหิมะมังกรหยกแล้ว ปรากฎว่าลมแรงมาก เค้าเลยไม่ให้ขึ้นกระเช้า คนที่เดินทางไปวันนั้นเลยอดกันหมด น้องชายผมเลยบอกว่า ขอทริปแก้ตัวอีกสักครั้งนะครับพี่สน ผมก็บอกว่า ได้สิ แล้วเราก็นัดกันเดือนมีนาคม สองพี่น้องตะลุยต่างแดนกันอีกครั้ง

ทริปนี้เป็นทริปที่สนุกมากๆ แม้ว่าผมจะไปจีนหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ว่าแต่ละครั้งมันก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไปเนาะ ก่อนอื่นมาดูแพลนการเดินทางของผมกันก่อนครับ ผมออกเดินทาง 12-22 มีนาคม 2019 ครับผม

  • Day 1 – บินออกจากเมืองไทยด้วยสายการบิน Air Asia ถึงสนามบินคุณหมิงตอน 2:00AM
  • Day 2 – ตอนเช้า บินจากสนามบินคุณหมิงไปยังเมืองลี่เจียง ด้วยสายการบิน China Eastern Airline
  • Day 3 – เที่ยวเมืองเก่าลี่เจียง ชมสวนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง
  • Day 4 – เที่ยวเขาหิมะมังกรหยก
  • Day 5 – ขี่ม้าลัดเลาะเขา และเที่ยวทะเลสาบในลี่เจียง
  • Day 6 – นั่งรถบัสจากลี่เจียงไปยังแชงกรีล่า (68 หยวน)
  • Day 7 – เที่ยวภูเขาหิมะ Shika และทะเลสาบ Napa Hai
  • Day 8 – เที่ยวอุทยานแห่งชาติระดับ 4A ชื่อว่า Balagezong
  • Day 9 – พักผ่อน พักร่าง แต่น้องชายดันพาไปขึ้นเขาเทรคกิ้งข้ามเขาที่วัด Baijisi!
  • Day 10 – เที่ยววัด Songzanlin และมาถ่ายภาพ Napa Hai อีกรอบ
  • Day 11 – บินจากแชงกรีล่า มาคุณหมิง
  • Day 12 – บินกลับกรุงเทพฯ

มาดูเรื่องที่พักกันบ้างครับ

  • ลี่เจียง ผมพักที่ Warm Flower Guesthouse เป็นโรงแรมของเพื่อนผมเองครับ สนับสนุนเพื่อน และโรงแรมก็ดีนะ มีฮีทเตอร์ด้วย น้ำร้อนก็ร้อนเร็ว จองผ่าน Booking.com ได้ครับผม ลิงค์โรงแรม
  • แชงกรีล่า ผมพักที่ Home Away From Home เป็นโรงแรมที่ผมเห็นมันขึ้นแนะนำมาใน Booking คะแนนดีมาก พอไปถึงแล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงมีคนชอบขนาดนี้ เพราะว่าโรงแรมโลเคชั่นคือดี ราคางาม และที่สำคัญ เจ้าของโรงแรมรวมถึงพนักงาน เป็นมิตรมากกกกกกกกกกกกกกกกกก มารู้ทีหลังว่าเป็นโรงแรมที่ได้รับการบอกต่อในหมู่นักท่องเที่ยวไทยด้วยครับ มิน่าคนไทยเยอะเลย ผมก็ขอแนะนำต่อเช่นเดียวกัน อยากให้คนไทยไปเยอะๆ ลิงค์โรงแรม
  • ที่คุณหมิง ด้วยความที่ผมมี Flight บินอีกทีคือตีสองของอีกวัน มันเช้ามาก ผมเลยหาโรงแรมที่ไว้งีบใกล้สนามบินครับ หาเจอโรงแรมนี้ Hanggong Holiday Hotel เค้ามีรถรับส่งจากสนามบินฟรีด้วย เลยใช้บริการดู ไม่ผิดหวังครับ ตอนจะบินกลับ ห้าทุ่มเค้าก็มาส่งครับ ส่งฟรี ลิงค์โรงแรม

พร้อมจะออกเดินทางไปพร้อมกันหรือยังครับ? ถ้าพร้อมแล้ว ไปลุยกับผมสองพี่น้องได้เล้ย!!

การเดินทางไปเมืองจีนเราจำเป็นต้องทำวีซ่านะครับ ราคา 1,500 บาท สำหรับเข้าจีนหนึ่งครั้ง และสามารถอยู่ได้ 30 วัน แต่ผมไม่มีเวลาไปทำเองครับ เสียเวลาทั้งวันถ้าจะไป เลยจ้างเค้าทำให้ ราคา 1,800 บาท ก็ถือว่าให้ค่าเค้าดำเนินการครับ เราก็ทำมาหากินหาเงินไปเที่ยวต่อ 55 และเนื่องจาก Flight บินที่เราบินไปนั้นค่อนข้างจะดึกมาก ไปถึงที่สนามบินคุณหมิงก็ตีสอง สิ่งที่เราสองพี่น้องต้องทำก็คือ หาที่นั่งพัก ก็หาแถวสนามบินนั่นแหละครับ คนจีนนอนกันจริงจังมาก มีผ้าปูนอนแบบเหมือนมาปิคนิค ไม่ต้องเขินอายอะไร อ้อ การไปจีน เล่น Facebook, Line, Twitter ไม่ได้ ผมแนะนำว่าให้ซื้อ Internet Sim Card จากเมืองไทยไป ไม่แพงครับ ผมซื้อของ Dtac Go Inter ราคา 399 บาท เล่นได้ 4GB จำนวน 10 วัน ก็เร็วแรงดีครับ แต่ผมก็สายแชร์รูป เล่นได้สองวัน เน็ตก็หมดครับ พอเน็ตหมดแค่นั้นแหละ อืดมาก แต่ผมเตรียมซื้อ VPN ไปด้วยบน iPad ก็ต่อกับเนตที่โรงแรม ก็เล่น Facebook ได้ครับ

สนามบินลี่เจียงอยู่ห่างจากเมืองเก่าลี่เจียงมากเลยนะครับ ผมก็เรียกแทกซี่ให้ไปส่ง ค่ารถแทกซี่ 105 หยวนครับ มันไกลมากจริงๆ ก็นั่งชมวิวกันเพลิน รายทางก็จะเห็นภูเขาหิมะ น้องชายผมก็กดชัตเตอร์รัวๆ ส่วนผมเหรอ ก็นั่งมองว่ากดอะไรนักหนา แต่ก็คิดถึงตัวเองตอนออกเดินทางใหม่ๆแหละ ก็ไม่แพ้น้องชาย กดรัวประหนึ่งรัวกระสุนปืน 55 ก็นะ ยุคนี้แล้ว เม็มโมรี่ไม่ได้แพงมาก และใช่ว่าจะมีโอกาสได้ไปบ่อย ยิ่งวิวนั้นคาดการณ์ยากว่าฟ้าจะเปิด ฝนจะตกไหม ถ่ายได้ก็ถ่ายไปเถอะ

พอมาถึงที่หมาย คุณพ่อของเพื่อนก็มารับครับ แล้วเราสองพี่น้องก็นอนเอาแรงกันก่อน ผมบอกน้องเสมอว่า เรามาเที่ยว สิ่งสำคัญคือร่างกายเราต้องแข็งแรง ไม่ไหวอย่าฝืน อย่างวันนี้เราไม่ได้นอนกันเลย มาถึงที่พัก ก็ควรนอนก่อน จะได้ให้ร่างกายสดชื่น แล้วค่อยออกไปเที่ยวตอนเย็นก็ได้

หลังจากร่างกายฟื้นดีแล้ว เราสองพี่น้องก็สวมเสื้อโค้ชออกไปตะลุยเมืองเก่าลี่เจียงกันครับ ในช่วงที่ผมมาเป็นช่วงใบไม้ผลิ ดอกไม้พากันออกดอกสวยงามเลย ดอกเหมย ดอกท้อ ดอกซากุระ เพียบ ประทับใจมาก แถมหิมะบนยอดเขาก็เยอะมากเสียด้วย ขนาดมองจากเมืองเก่ายังยิ่งใหญ่ขนาดนี้ โอ้ย น้องชายผมตื่นเต้น พี่สนๆ รอบนี้ผมต้องได้เห็นและเล่นหิมะ ถ้าไม่ได้ขึ้น วันต่อมาเราก็ไปอีกรอบนะ ผมได้แต่พยักหน้า พลางคิดในใจว่า ต้องได้ขึ้นสิ พระเจ้าไม่เล่นตลกสองครั้งหรอกมั้ง 555

เมืองเก่าลี่เจียงเวลานี้เต็มไปด้วยดอกไม้ที่กำลังบานครับ ผมเองก็เป็นคนชอบต้นไม้ ดอกไม้อยู่แล้ว ยิ่งเพลิน ถ่ายมุมนั้นที มุมนี้ที แถมอากาศก็ดี เย็นสบายครับ แต่แดดก็แรงเอาเรื่อง วันแรกคอไหม้เลยครับ แสบไปหมด ต้องไปซื้อครีมมาทา

ผมไม่ค่อยรู้ว่าเป็นดอกอะไรนะครับ รู้แต่ว่ามันสวยดีครับ

“พี่สนๆ นี่ใช่ซากุระหรือเปล่า?” น้องชายผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะริมทางเดินนั้นมีต้นไม้ออกดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั่วทั้งถนน ผมบอกน้องไปว่า ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะเป็นดอกท้อ หรือดอกเหมย หรือซากุระก็ได้มั้ง แยกไม่ค่อยออก แต่จะดอกอะไรก็ช่างเถอะ มันสวย เราชอบก็พอแล้ว เราสองพี่น้องก็ใช้เวลากับถนนเส้นนี้นานมาก คือมันสวยจริงๆครับ

ผมว่าผมโชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือ ตอนไปเที่ยว มักไม่ค่อยเจอคนเท่าไหร่ เลยถ่ายภาพได้ค่อนข้างสบายๆ เมืองลี่เจียงไม่ค่อยเจอฝรั่งครับ มีแต่คนจีนมาเที่ยวกันเอง อากาศอุณหภูมิสิบกว่าๆ สบายๆสำหรับผมครับ เสื้อคอเต่าตัวนึง เสื้อโค้ชตัวนึงก็เดินเล่นได้ชิลๆแล้ว

อย่างที่บอกครับว่า รอบนี้ดอกไม้บานทั่วทั้งเมือง มีความสุขมากๆ เมืองจีนเค้าดีอย่างคือแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านเค้ามีความสามัคคีกันมาก บ้านเมืองสะอาด พากันพร้อมใจกันปลูกต้นไม้ ทำให้มันสวย คนก็อยากมาเที่ยว พอคนมาเที่ยว เงินก็สะพัดในชุมชน ที่ไทยเราก็น่าจะเอามาปรับใช้ได้นะครับ

ซอยนี้ก็มีการจัดดอกไม้อีกเช่นกันครับ มันเยอะเหลือเกิน เยอะมากๆๆๆ

และตรงนี้คือเป็นจุดขายของเมืองนี้เลยครับ สระน้ำมังกรดำ ตรงนี้เราต้องเสียค่าเข้าชมด้วยครับ รอบนี้ผมเสีย 50 หยวน เพราะเป็นช่วง Low Season แต่วิวไม่โลว์เลยครับ ง้ามงาม ชอบอีกแล้ววว

ตอนมองเห็นมุมนี้นะครับ ภาพติดผนังที่เคยเห็นวัยเด็กโผล่มาเลย

ผมว่าใครที่ชอบดอกไม้มาช่วงนี้คือสวรรค์เลยครับ ไม่ร้อนไม่หนาวมากไปด้วย จริงๆเมืองลี่เจียงก็มีที่เที่ยวอีกหลายที่นะครับ แต่รอบนี้เพราะเคยมาแล้วก็เลย เน้นเดินถ่ายภาพวิวเมืองเก่าไปกันสองพี่น้องครับ

ฟ้าก็เปิดตลอดวันครับ มาอยู่นี่รู้สึกว่าหายใจสบายๆ สมแล้วกับที่คนจีนต่างพากันอย่างมาเที่ยว เพราะอากาศดีตลอดปี เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิแบบที่ชาวจีนเรียกขานจริงๆ


เดินทางสู่ท้องฟ้า ปีนภูผา 4,500 เมตร! หิมะมังกรหยก

วันต่อมา ผมก็พาน้องชายไปขึ้นเขาหิมะมังกรหยก แก้ตัวกันครับ รอบที่แล้วไม่ได้ขึ้น รอบนี้ต้องได้! ผมก็ซื้อตั๋วแบบ One Day Trip จากโรงแรมเลยครับ คนละ 480 หยวน เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่เกินสิบคนครับ ก็มีผมกับน้องที่เป็นคนไทย นอกนั้นคนจีนหมด ซึ่งพวกเค้าก็ดีมาก รู้ว่าเราเป็นต่างชาติ ไม่ค่อยได้ภาษาจีน ก็พยายามช่วยเหลือครับ จริงๆผมก็ได้จีนบ้างนะครับ แต่ถ้าให้พูด Advance ก็ไปไม่ถูกเหมือนกันครับ เลยบอกเค้าว่า ใช้ภาษาอังกฤษดีกว่า ฮิๆๆ

รอบนี้ฟ้าเปิด หิมะจัดหนักจัดเต็ม สาแก่ใจพวกเรายิ่งนัก คนที่ตื่นเต้นสุดก็คือน้องชายผมนี่แหละ วิ่งไปจับหิมะ จนผมบอกว่า นี่มันสูงมากนะ อย่าทำอะไรเร็วเกินไปเดี๋ยวแพ้ที่สูงเอา ผมมารู้ว่าเค้าจำกัดคนขึ้นด้วยนะครับ เจอคนไทยหลายคนบอกว่า ไม่มีตั๋วขึ้น ดังนั้นใครจะมาก็ลองเช็คดูดีๆว่าวันที่จะมาเที่ยวมีตั๋วขายไหม

ครั้งนี้เราจะเห็นท้องฟ้าที่ลอยมาปะทะร่างกายเราเลยครับ สวยมาก เย็นมาก หนาวมาก แต่ก็ไม่ได้หนาวจนทนไม่ได้ครับ ยังชิลอยู่

ทางทัวร์เค้าจะมีเสื้อกันหนาวแจกด้วยนะครับ สีแดงๆ แบบี้แหละ ดังนั้นอย่าแปลกใจว่าทำไมเจอแต่คนใส่ชุดแดงเต็มไปหมด

แต่กระนั้น เส้นทางเดินไปสู่ 4,680 เมตรที่ผมเคยขึ้นไป เค้าก็ปิดครับ เพราะหิมะตกหนักมาก เลยให้เราขึ้นไปได้แค่ 4,500 เมตร แต่แค่นั้นก็ดีมากแล้วแหละ มันคุ้มค่ามากแล้ว หิมะที่ละลานตา ท้องฟ้าที่เปิดกว้าง ลมพัดเย็นสบาย บางคราก็มีท้องฟ้าไหลมาปะทะร่างกาย มันคือบรรยากาศประหนึ่งสรวงสวรรค์กันเลยทีเดียว

เรามีเวลากันเยอะเลยครับสำหรับการมาเที่ยวบนเขา เพื่อนๆที่มาด้วยกันในกลุ่มทัวร์ก็แลก WeChat กับผมครับ เค้าก็คอยถามเรื่อยๆ ว่าอยู่ไหนกันแล้ว คือคนจีนแม้เค้าจะไม่ได้ภาษาจีนนะ แต่เค้าก็ยินดีมากๆที่จะช่วยเหลือเราครับ มันเป็นอีกหนึ่งความประทับใจของการเดินทาง ก็คือการได้รู้จักคนดีๆเพิ่มเติมนี่แหละครับผม

ใครอยากจะเดินไปลุยหิมะ เค้าก็มีเส้นทางให้เดินครับ แต่คิดว่าน่าจะเสียเงินเพิ่มนะครับ ส่วนผมไม่ได้ลงไปเดิน คือตั้งแต่เดือน กันยายน จนยันมีนา ผมไปเขาหิมะมาตลอดเลย รอบนี้ทริปเพื่อน้องครับ ฮิๆ

ทริปครั้งนี้ผมเริ่มรู้ใจกล้อง Olympus ที่ซื้อมาแล้วครับ โอ้ ถือว่ามันเจ๋งเลยครับ ถ่ายแบบ JPG เก็บรายละเอียดได้ดีมาก เลนส์ 14-150 ที่ติดมาก็ครอบจักรวาล ตอบโจทย์กล้องตัวเดียวเที่ยวทั่วโลก ไม่หนักด้วย

คนเป็นพี่ก็ต้องทำหน้าที่ดูแลน้อง ถ่ายภาพให้น้อง หามุมหล่อๆให้น้อง พอบอกให้น้องถ่ายให้บ้าง คนจีนเดินมาเต็มจ้า 555

ทริปนี้เป็นทริปที่หน้าพังมากครับ ตอนอยู่ลี่เจียงไม่พังนะครับ หน้าใส ไร้สิว ผิวดี เพราะยังไม่หนาวมาก แต่พอถึงแชงกรีล่า โอ้โห นี่หน้าหรือเปลือกไม้ นึกว่าตัวเองเป็นโรคสะเก็ดเงิน ปากแตก สิวขึ้น ลิปมันก็เอาไม่อยู่ กลับมาไทย ต้องมารักษาหน้าต่อกันอีก ฮ่าๆ

สองสาวจากเมืองฉางชาครับ เค้าบอกว่า ยูเคยไปฉางชาด้วยเหรอ? ผมบอกว่า เคยไปหลายครั้งด้วย นิสัยดีมากครับ แม้จะจบทริปก็ยังแลกเปลี่ยนรูปถ่ายกันดู ว่าไปเที่ยวไหนบ้าง

ผู้คนก็เดินไหลหลั่งกันเรื่อยๆครับ บางช่วงก็เหมือนจะคนเยอะ บางช่วงก็คนน้อย ถ้าชอบถ่ายภาพ ยืนอยู่ที่เดิม เดี๋ยวสักพักก็จะซาคนครับ เก็บภาพสวยๆไร้คนได้เลย

เสร็จจากเที่ยวหิมะเสร็จ เราก็ลงจากเขา นั่งกระเช้าลงมา แล้วไปทานข้าวเที่ยงกันก่อนครับ ฟรีนะ เป็นอาหารแบบหม้อไฟอ่ะครับ คนจีนก็เทคแคร์ดีมาก ตักนั่นตักนี่ให้ทาน พอทานเสร็จแล้ว ก็มายังสถานที่ต่อไปคือ


ทะเลสาบพระจันทร์สีน้ำเงิน

วิวตรงนี้คือดีงามมาก วิวอย่างกะยุโรปเลยครับ แต่รอบนี้น้ำน้อย ไม่เหมือนตอนผมมาเมื่อปลายปีที่น้ำยังเยอะอยู่

วิวอลังการจริงๆครับ หลายคนถามว่านี่ใช่จีนจริงหรือ? จริงจ้า จริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์

น้ำในทะเลสาบก็สีสวยมากๆครับ บางจุดก็น้ำเงินเข้ม บางจุดก็เขียวๆ ใสแบบเห็นพื้นเลย

กิ่งไม้กลางทะเลสาบ

น้ำใสมากจริงๆครับ

สวย สวย สวย สวยจนไม่รู้จะอธิบายยังไง ต้องมาสัมผัสเองครับ

ทริปนี้อยากเห็นหิมะ ก็เห็นแบบเต็มอิ่ม แต่น้องชายยังไม่เจอโมเมนต์หิมะตกครับ ไปลุ้นกันว่าที่แชงกรีล่า จะตกไหมนะ

ถ้าใครชอบถ่ายรูป มาที่นี่มีมุมให้ถ่ายเพียบครับ แต่บางจังหวะก็ต้องหลบคนหน่อย

แสงแดดเริ่มคล้อยต่ำ เราก็ต้องเดินทางกลับสู่เมืองเก่าลี่เจียงครับ วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ประสบการณ์คุ้มค่ามากๆ ความสุขมันไม่ได้อยู่แค่การได้เจอจุดหมายปลายทาง แต่เรื่องระหว่างทางมันก็ส่งผลไม้แพ้กัน


ขี่ม้าเลาะหุบเขา ชิลเบาๆริมทะเลสาบ Lashi

วันนี้เป็นกิจกรรมที่ผมไม่เคยทำมาก่อนตอนมาลี่เจียง ส่วนน้องชายผมนั้นตื่นเต้นมากๆ เพราะชอบม้ามาก ผมชวนน้องชายไปขี่ม้าครับ ก็ซื้อกับทางโรงแรมคับ เค้าจะมีคนขับรถพาเราไปยังจุดขี่ม้า ราคา 160 หยวน ได้ขี่ม้า และเข้าชมทะเลสาบ ระยะเวลาก็ราว 4-5 ชั่วโมง ถามว่าคุ้มไหม ผมว่าคุ้มนะ

เราขี่ม้าลัดเลาะเส้นทางม้าไปเรื่อยๆครับ ผ่านทิวต้นซากุระบ้าง ต้นสนบ้าง ไม่ต้องกลัวนะครับ เค้ามีคนไปกับเราด้วยตลอดเวลา เราขี่ม้า พวกเค้าเดินจ้า เดินกันเป็นชั่วโมงๆ แต่ก็นะ เงินดีมาก 55555

พอไปถึงจุดพักม้า ก็จะมีคนเอาชามใส่ข้าวโพดมาเสนอขาย

“ข้าวโพดจ้า ให้อาหารม้าจ้า” เราสองคนก็นิสัยรักสัตว์ ก็อุดหนุนครับ เอามาให้ม้าที่เรานั่งมากิน ชามละ 10 หยวนครับ

ทริปนี้คุณป้าจากซีอานบินมาเที่ยวลี่เจียงด้วย เราเลยได้เที่ยวด้วยกันหนึ่งวันครับ ป้านิสัยดีมากจริงๆครับ

แถบนี้มันเป็นชนบทของลี่เจียงนะครับ ก็จะเห็นบ้านเรือนแบบเก่าๆ ด้วย ผมเจอเมฆหมวกด้วย ชอบมาก

ดอกไม้ที่เบ่งบาน ผมถามคนที่นั่นว่านี่คือดอกอะไร เค้าตอบว่า อิงฮัว ที่แปลว่าซากุระ

ถัดจากขี่ม้าเสร็จ เราก็ไปทานข้าวเที่ยวกัน ราคารวมในตั๋วแล้วนะครับ ทานแบบบุบเฟต์หม้อไฟเช่นเคย ทานเสร็จแล้วไปต่อกันที่ทะเลสาบครับ อันนี้ผมก็เพิ่งเคยมาครั้งแรก เค้าจะมีพิพิภัณฑ์ชาวน่าซีด้วยครับ แต่ห้ามถ่ายรูป ไกด์ก็บรรยายเป็นภาษาจีนไป ผมฟังไม่ออกสักคำ 555

เป็นจุดที่น่ามาไหม ผมว่าถ้ามีเวลาพอก็มาได้นะครับ อากาศดี กว้างใหญ่ ไพศาล แต่ถ้าถามว่ามันสวยแบบหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินไหม ผมว่าก็ไม่ครับ

ที่นี่เป็นจุดขึ้นชื่อเรื่องชมนก แต่ผมมาก็เห็นแต่นกปูนปั้นครับ 55 ที่เห็นเยอะหน่อยก็น่าจะเป็นพวกนกเป็ดน้ำครับ

ทัวร์เสร็จ ผมแวะที่ตลาดท้องถิ่น ที่นี่ข้าวของถูกมาก คนละเรื่องกับในเมืองเก่าลี่เจียงเลยครับ และที่สำคัญนะ เค้าเป็นสังคมไร้เงินสด จ่ายทุกอย่างผ่านแอพ!!

มะเขือเทศลูกใหญ่ สีแดงสวยมาก หิวส้มตำขึ้นมาทันที


ดินแดนสุดขอบฟ้า แชงกรีล่า หรือ ซัมบาลา

หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศเมืองเก่าลี่เจียงแล้ว ผมก็ซื้อตั๋วรถบัสจากลี่เจียงไปแชงกรีล่าครับ รถมีออกทุกชั่วโมงนะครับ สถานีรถบัสห่างจากเมืองเก่าพอสมควร ผมนั่งแทกซี่ 15 หยวน ครับ ราคาตั๋วรถบัสคนละ 68 หยวน นั่งๆนอนๆไปราว 4 ชั่วโมง ขอบอกเลยว่า วิวระหว่างทางไปแชงกรีล่า มันสวยมากกกกก

เมื่อมาถึงที่สถานีรถบัส ที่โรงแรมที่ผมพักเค้ามีบริการรับส่งฟรีครับ คุณลุงหวูเกอ ก็ขับรถไปรับพวกเรา ผมบอกพวกเค้าว่า ผมเคยมาแชงกรีล่าหลายรอบแล้วนะ แต่ผมก็เที่ยวแต่ที่เดิมๆ พวกคุณมีที่ไหนแนะนำผมบ้างไหม

พนักงานที่โรงแรมบอกว่า งั้นคุณไปที่วัด Bai Ji Si ไหม แปลเป็นไทยก็วัดร้อยไก่ครับ ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน มีด้วยรึ อยู่ตรงไหน เธอหัวเราะ และบอกว่า อยู่ตรงโน้น พร้อมชี้ไปทางยอดเขา

ผมเห็นแล้ว อืม… เอาวะ ไปลองดูสักตั้ง

รายทางก็จะผ่านป่าสนเลยครับ สวยอีกแล้ว สนกับสน ฮิๆ

คือต้นสนนี่มันมีหลากพันธ์มาก เปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูง ความรู้สมัยเรียนชีววิทยาก็เอามาใช้ประกอบการเที่ยวก็คราวนี้แหละครับ

ระหว่างเดินๆอยุ่ เอ๊ะ หิมะตก!!! น้องชายผมตื่นเต้นมาก

“พี่สน นี่คือหิมะนี่!!”  ใช่แล้ว ผมตอบ แล้วหิมะก็ตกลงมาอย่างกะฝน

ภาพนี้ถ่ายหิมะตกตอนคืนนั้นครับ ตกแบบกระหน่ำมาแบบนี้เลย น้องชายผมวิ่งไปอยู่กลางหิมะ ส่วนผมถ่ายภาพสองสามภาพ ก็หนีไปจิบชาร้อนๆ ในห้องรับรอง ไม่ชอบความหนาว หิมะตก นี่คือยิ่งเย็น ยังเข็ดกับความหนาวจากเลห์อยู่เลยครับ

บนวัด Bai Ji Si มีอะไรบ้าง? ต้องบอกเลยว่า มันเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวครับ ด้านนึงจะเห็นวิวเมืองเก่าแชงกรีล่า อีกฝั่งเป็นภูเขาหิมะยิ่งใหญ่เรียงตัวกัน

เดินไปถ่ายรูปไปครับ ถ่ายรูปวิวเหรอ? เปล่า รูปตัวเองนี่แหละ 555

ไม่มีคนเลยครับ ท้ังวัดเป็นของเรา พร้อมกับไก่และหมูอีกร้อยตัวบนยอดเขา ไก่เยอะสมคำว่า วัดไก่ร้อยตัวจริงๆ

บนวัดนี้ไม่รู้จะถ่ายอะไร ก็ถ่ายตัวเองนี่แหละครับ มันสวยนะ แต่ถ่ายตัวเองสนุกกว่าไง 5555

เบื่อภาพตัวเองของผมแล้ว ได้เวลาไปเที่ยวตะลุยความหนาวแบบปากสั่น ขาสั่น เหนือความสูงสี่พันกว่าเมตรกันต่อเลยครับ ที่


Shika Mountain เขาสูงตัวสั่น สะท้านทรวง

เช้าวัดถัดมา ผมใช้บริการเช่ารถพร้อมคนขับ ซึ่งก็คือคุณลุงหวูเกอ นั่นแหละครับ ค่ารถไปยัง Shika Mountain และ ไปทะเลสาบนาพาไห่ 200 หยวน ครับ ส่วนค่าตั๋วขึ้นกระเช้า ก็คนละ 150 หยวนครับ

ตอนแรกเราก็ไม่ได้วางแผนจะมาที่นี่กันวันนี้หรอกครับ แต่ด้วยความที่เมื่อคืนหิมะตกหนักมาก เลยเปลี่ยนแพลน ขึ้นเขาหิมะแทน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง แค่รายทางก็เห็นหิมะเพียบ น้องชายผมบอกว่า ลงไปถ่ายรูปกันครับพี่ ลุงหวูเกอก็บอกว่า อยากจอดตรงไหน บอกได้เลย ไม่มีปัญหา เราคุยจีนกันครับ มาอยู่แชงกรีล่าผมต้องงัดสกิลภาษาจีนออกมาให้ได้มากที่สุด สำหรับคุณลุง ต่อจากนี้ผมจะเรียกว่า ซู่ซู่นะครับ (แปลว่าคุณลุง)

เราสองพี่น้อง่ถายภาพกันนานพอสมควร คือเวลาเจออะไรถูกใจ เราก็มักจะดื่มด่ำกับมัน จนลืมเวลา 55

ซู่ซู่บอกว่า ถ้ามาเดือน พค หรือ มิย หุบเขาทั้งหมดนี้จะเป็นสีชมพู เพราะเต็มไปด้วยต้นดอกไม้ป่าครับ คุณลุงเอารูปให้ผมดู หือ มันก็สวยมากเลย ใครมาช่วงนั้น ถ่ายภาพมาฝากหน่อยนะครับ

บนเขา Shika ไม่รู้อ่านว่าอะไร สิกขาหรือเปล่า ฮ่าๆ สวยครับ เราจะขึ้นกระเช้าสองรอบ ผมแนะนำว่า ถ้ารอบแรก จุดแรกที่ลง ถ้ามันมีหิมะเยอะ ให้เที่ยวตรงนั้นก่อนเลยครับ เพราะไม่งั้น หิมะจะละลายจ้า มันละลายเร็วมาก อย่างผมก็โชคดี เล่นตรงนี้ก่อน แล้วค่อยขึ้นไปเล่นบนยอดเขา เพราะบนยอดเขามันสูงอยู่แล้ว หิมะไม่ละลายเร็วแบบด้านล่าง

เราสองคนพี่น้องก็เดินลุยหิมะไปครับ บางช่วงเราเดินบนลำธารที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ที่นี่เค้าทำกระท่อมไว้ด้วย ก็เดินกันไกลเลย หิมะสะท้อนแสงจ้ามาก แนะนำว่าต้องมีแว่นกันแดดครับ

สนุกกันสุดๆไปเล้ย

จากนั้นก็ไปบนยอดเขาครับ หนาวมากๆ หนาวจนผมทนไม่ไหว อยู่แป็บเดียวก็ขอบายเข้าห้องรอกระเช้าขาลงครับ ปล่อยให้น้องชายถ่ายภาพไป เพราะผมลืมใส่ฮีทเทค!!!

วิวด้านบนน้ันสวยมาก เหมือนเรายืนอยู่บนหลังคาโลกแล้วมองลงมา แต่ร่างกายไม่อำนวยครับ ถ่ายมาแบบเร่งๆ

ดูกองหิมะสิครับ สูงมากๆเลย  ลมก็พัดแรงมากนะครับ น้องชายผมก็บอก พี่สนๆถ่ายภาพให้น้องหน่อย ผมก็บอก บักหำเอ้ย พี่หนาว จะรีบไปเข้าห้องหนีลม 555

ตรงนี้คือสูงมาก ใครที่มาเที่ยวควรซื้อออกซิเจนกระป๋องมาด้วยนะครับ แต่ถ้าพักที่โรงแรม เค้าจะให้มาก่อนถ้าไม่ใช้ค่อยเอาไปคืนครับ ไม่เสียตังค์

วิวด้านบนครับผม

ไปแชงกรีล่า ห้ามพลาดนะครับ มันคือ The Must เลยแหละ บ้านเราไม่มีหิมะ ไปบ้านเค้าต้องได้เห็น!

จากนั้นเราจะไปที่หมายถัดไปคือทะเลสาบนาพาไห่ครับ


ทะเลสาบนาพาไห่ วิวหลักล้าน ชมนกหายาก

สำหรับทริปนี้ที่แชงกรีล่า ผมยกให้ทะเลสาบนาพาไห่คือที่สุดของทริปครับ เพราะว่ามันวิวสวยมาก และนกเอย ม้าเอย บ้านเรือนเอย ต้นไม้เอย สายน้ำเอย ทุกอย่างลงตัวไปหมด ต้องขอบคุณคุณลุงที่เห็นเราสองคนพี่น้องชอบถ่ายภาพ ลุงเลยบอกว่า เอาหงี้ เราขับรถเล่นกันดีกว่า เจอตรงไหนหนูสองคนอยากลงไปถ่ายรูปก็ไปเลยนะ คือลุงอยู่กับเรายันสองทุ่มอ่ะครับ (แต่สองทุ่มที่นี่แดดยังส่องนะคับ)

ตอนแรกเราก็ไม่รู้ครับว่านั่นคือนกอะไร รู้แต่ว่ามันตัวใหญ่มาก และไม่เคยเห็นที่ไทย มารู้ทีหลังว่าเป็นนกกระเรียนคอดำ ซึ่งเป็นนกหาชมได้ยากมาก เรายิ่งตื่นเต้นสิคับ

สายน้ำสีน้ำเงินคือทะเลสาบนาพาไห่ครับ ตรงนี้คนมาเยอะ แต่ยังไม่ใช่จุดไฮไลท์สำหรับพวกผม

เราขับรถเลาะไปเรื่อยๆ วิวระหว่างทางก็มีฝูงม้า ฝูงแกะครับ ถ่ายภาพเพลินอีกแล้ว

แกะนี่ก็เดินขึ้นหินบนหน้าผาได้ชิลๆเนาะ

จากนั้นเราไปชมนกกันครับ อู้หูว ถ่ายภาพได้หลายชอตมาก แต่ก็เสียดายที่แบตผมหมดเสียก่อน ถ่ายภาพต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะถ่ายอะไรดี

ผมกับน้องมีความสุขกับการดูนกมาก ตรงนี้เสียค่าเดินไปข้างใน 10 หยวนครับ จ่ายๆไปเหอะ บ้านเราไม่มี 555

วิวทะเลสาบนาพาไห่ที่เราเคยเห็นในรีวิวนั้น มักจะเป็นแบบเป็นทุ่งหญ้า มีม้า แต่ครั้งนี้คือวิวแปลกตากมาก เพราะคุณลุงบอกว่า

“แถวนี้ ลุงก็เพิ่งเคยมาพร้อมเอ็งนั่นแหละเจ้าหนุ่ม ลุงเห็นชอบถ่ายรูป ดูสีหน้ามีความสุข ลุงเลยพาเข้ามา”

ต้องขอบคุณลุงมากจริงๆครับที่พาเรามาเห็นมุมสวยๆแบบนี้ ที่เห็นในรูปไม่ใช่เก้าอี้นะครับ ของจริงมันใหญ่มากๆ ใหญ่เท่าบ้าน สังเกตจากตัวม้าก็ได้ เค้าเอาไว้ใส่ฟางให้ม้าครับ

วิวรายทางระหว่างขับรถริมทะเลสาบ มันสวยไปหมดเลยครับ อยากหยุดถ่ายทุกร้อยเมตร 555

วิวอย่างกะสวิสซ์

มันดีงามมากจริงๆครับ ดีจนวันสุดท้ายผมบอกคุณลุงว่า ผมอยากไปถ่ายภาพริมทะเลสาบอีก ลุงก็เลยคิด 70 หยวน ค่ารถครับ อยู่กับเรายันสองทุ่มอีกแล้ว

น้องชายผมนี่ชอบม้ามาก ถ่ายภาพเพลิน

ม้าน้ำ 555

หญ้าริมทะเลสาบยังสวยเลยครับท่านผู้ชมมมมมม โอ้ยยย ใจละลายอีหลีอีหลอ

โอ้ มาย ก้อดดดดดดด ฝูงนกกระเรียนคอดำเป็นร้อยๆตัว อ้ากกกกกกกกกกกกก

วิวรายทางอีกครับ คือภาพในบล็อกอาจจะไม่คมเท่าไหร่นะคับ เพราะย่อเยอะมาก

คุณลุงบอกว่า ถ่ายภาพให้ลุงหน่อยเจ้าหนุ่ม

ลุงขอดูภาพที่ผมถ่าย แล้วลุงบอกว่า ว้าววว กล้องนี้ราคาเท่าไหร่ ผมบอกว่ากล้องกับเลนส์ตอนผมซื้อราว 27,000 บาท ลุงบอกว่า อืม ก็ไม่แพงนิ . ครับ ไม่แพงเลยครับ ครับบบบบ แล้วลุงก็ยืมไปเป็นพร้อบ ลุงช่างรู้งาน แต่ลุงสายตายาวไปหม้ายยยยยย

ถ่ายภาพผู้คนที่ขับรถมาแถวนี้บ้าง

คือเป็นทริปที่มีความสุขมากจริงๆครับ ผมแนะนำเลยนะครับ ถ้าใครชอบธรรมชาติ นาพาไห่ เลอค่ามากจริงๆ ให้ลุงหวูเกอพาตะลอนครับ

มีป้อมปราการขนาดใหญ่ด้วยครับ สวยเลย

คุณลุงผู้ใจดีมาเป็นแบบให้เราถ่ายภาพ ทริปวันนี้สนุกจริงๆ เสียดายแบตหมดไปก่อนตะวันจะตกดิน ไว้มีโอกาสจะมาแก้ตัวใหม่ครับ


Balagezong แกรนด์แคนยอนแห่งซัมบาลา

“ที่นี่คือที่ไหนหรือครับ?” ผมถามพนักงาน เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นโบรชัวร์วิวแปลกตา

“ปาลาเกอซงค่ะ” เธอตอบ อะไรนะ? ไม่เคยได้ยิน พอดูรูปแล้วก็เลยบอกว่า โอเค ผมจะไปที่นี่ด้วย เธอบอกว่าต้องนั่งรถไปอีกเช่นเคย และมันไกลมากเลยนะ ค่ารถไปกลับ 400 หยวน และค่าเข้า คนละ 160 หยวน

ผมคำนวณดูค่าใช้จ่าย ไม่เกินงบ จัดสิฮะ รออะไร

เส้นทางไป Balagezong นั่นสวยดีครับ แต่มันก็ไกลมากๆ ถ้าถามผมเหรอ มันอารมณ์เหมือนบางช่วงที่ไปเที่ยวเลห์อ่ะคับ ที่รายทางเป็นหุบเขาสองข้างทางขนาบไป

เจอฝูงแพะ แมะๆๆๆ จอถ่ายรูป

ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAAA ครับ มันยิ่งใหญ่มากๆ พื้นที่ใหญ่มาก ต้องนั่งรถบัสชม โดยส่วนตัวเลยรู้สึกว่าใช้เวลาบนรถนานไปหน่อย แถมฟังไกด์จีนไม่รู้เรื่อง ไกด์ก็อธิบายทุกจุดที่วิ่งผ่าน อึดอัดใจ อยากเข้าใจภาษาจีนมากกว่านี้

มันเป็นสถานที่ที่สวยมากเมื่อดูด้วยตาเปล่า แต่ถ่ายภาพออกมา มันจะมุมซ้ำๆครับ เพราะมันใหญ่เกินกว่าที่กล้องจะเก็บได้ ต้องมาดูเอง

แม่น้ำในอุทยานก็สีสันอย่างกะทะเลเลย มรกตมากๆ มีล่องแพยางด้วยครับ แต่ผมไม่เล่นนะ หนาว

นี่ครับ แพยาง กระแสน้ำไม่แรงมาก เหมือนนั่งชมวิวมากกว่า ที่นี่

วิวข้างในครับ มีวัดโบราณอายุหลายร้อยปีด้วยครับ

จุดชมวิวตรงนี้เป็นกระจกครับ ค่าเช่ารองเท้าเดิน หนึ่งหยวนเองครับผม ก็พอได้เสียวๆไป แต่ผมไม่เสียวนะ ไปเจอที่อื่นมาแล้ว 55

ถ่ายสายน้ำมาฝากอีกสักภาพครับผม ถ้าให้ผมแนะนำหรือ ผมว่าถ้ามีเวลาว่างเหลือก็มาครับ การจะได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 4A ของจีนก็ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆนะครับผม


วัดโปตาลาน้อย Zongsanlin Temple

วัดแห่งนี้เป็น Landmark สำคัญของเมืองนี้ครับ สร้างจำลองมาจากวัดโปตาลาที่เมืองลาซา ทิเบต แต่เพราะว่าผมมาหลายครั้งแล้ว เลยไม่ได้ตื่่นเต้นมากนัก ข้างในนั้นก็ยังคงความขลังแบบเดิม

ข้างหน้าวัดจะเป็นทะเลสาบเล็กๆครับ เดินเล่นได้ ผมก็เดินเล่นเก็บภาพไป เจอวิวนี้ชอบมาก  สำหรับวิวที่วัดแห่งนี้ผมเคยเขียนถึงไปหลายครั้งแล้ว เลยไม่ขอเล่ารายละเอียดมากในบล็อกนี้นะครับ เพราะตอนนี้มันก็ยาวมากจริงๆ หลังๆมาเขียนบล็อกทีนึกว่าจะเขียนวิทยานิพนธ์ ฮ่าๆ


บทส่งท้าย

การเดินทางมีจุดเริ่มต้น ก็ย่อมมีจุดสิ้นสุดลง ผมกับน้องชายก็มีประสบการณ์ดีๆในการเดินทางครั้งนี้ ผมเห็นน้องชายมีความสุข เราผู้เป็นพี่ก็มีความสุขด้วย บางอย่างเราเคยเห็นมาเยอะ แต่สำหรับบางคนเค้าเพิ่งเคยเห็น ผมก็เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ดี

มาเมืองจีน ไม่ว่าจะมาครั้งไหนผมก็ประทับใจอยู่เสมอ ผมได้เพื่อนใหม่ๆ ผมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เจอสิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญเมืองจีนนั้น มีวิวที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม ในราคาที่เราเอื้อมถึงได้อย่างไม่อยากเย็นครับ

ทริปนี้รวมกันสองพี่น้องก็หมด 39,000 บาท ครับ ไม่รวมค่าวีซ่าคนละ 1,80o บาท (จ้างเค้าทำ) นอกนั้นก็รวมทุกอย่างตั้งแต่ค่าเครื่องบินจาก กทม บินจากลี่เจียงไปแชงกรีล่า บินจากแชงกรีล่ามาคุณหมิง บินจากคุณหมิงมาไทย ค่าตั๋วเข้าชม บลาๆ ครับ หารแล้วก็คนละไม่ถึงสองหมื่น สำหรับทริปสิบกว่าวัน ก็ถือว่าคุ้มค่ามากมายเลยครับ

ขอบคุณทุกๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนใหม่ที่จีน เพื่อนร่วมทาง หรือบรรดานักท่องเที่ยวชาวไทยที่ผมได้มีโอกาสได้รู้จักระหว่างเดินทางท่องเที่ยวให้ครั้งนี้ ทุกท่านเป็นหนึ่งในจังหวะชีวิตดีๆของผม ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมติดตามการเดินทางของผมเช่นเดียวกันครับ

ทุกการเดินทาง มีมิตรภาพ และความสุข รอเราอยู่ อย่างที่ผมเคยพูดเสมอว่า สำหรับผมนั้น การเดินทางคือการซื้อประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่ามาก มันช่วยให้เราได้เปิดโลกทัศน์ ได้สัมผัสบรรยากาศใหม่ๆ และเติมเต็มความสุขบางอย่างในชีวิตครับ

แล้วเจอกันใหม่กับทริปต่อไปครับ