Story

นี่หรือคือโลกมนุษย์ เที่ยว Leh Ladakh ทั้งรัก ทั้งเกลียด

ในชีวิตการเดินทางของผม มีไม่กี่ทริปที่จะสร้างอารมณ์สองอย่างให้ผมได้ถึงเพียงนี้ การเดินทางไปยังเมืองที่อยู่เหนือความสูง 3-5 พันเมตรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ควรประมาท และทริปนี้เป็นเป็นทริปไปอินเดียครั้งแรกของผมด้วย เป็นทริปที่เรียกได้ว่าสัมผัสครบทุกรสชาติจริงๆครับ มาดูกันว่าทำไมผมถึงทั้งรัก ทั้งเกลียด การเดินทางครั้งนี้

เลห์ ลาดักห์ นั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายสำหรับคนไทยราวสามสี่ปีที่ผ่านมาครับ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่แปลกตา รวมไปถึงผู้คนที่หน้าตาไม่เหมือนคนอินเดียเลย อย่างผมเองตอนเห็นรีวิวทั้งหลายครั้งแรกๆ ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า มันใช่อินเดียจริงหรือ? และแน่นอนครับ ผมก็อยากไปมากๆ แต่การไปเที่ยวที่นี่คนเดียว มันค่อนข้างแพงมาก เนื่องจากต้องอาศัยเช่ารถพร้อมคนขับ และตั๋วเครื่องบินเองก็ค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ผมก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนสักที

จนกระทั่งเมื่อราวกรกฎาคม ผมเห็นโฆษณาในเฟสบุค เป็นของกลุ่มทริปถ่ายภาพ เค้าโปรโมทไปเที่ยวเลห์ช่วงปลายกันยายน ด้วยความที่ผมก็ชอบถ่ายรูป ก็เลยนึกว่า ถ้าเค้าไปกันช่วงนี้ก็น่าจะหมายถึงเป็นช่วงที่มันสวยสิ ว่าแล้วก็เป็น Google Flight เช็คราคาตั๋วเครื่องบิน และก็ได้ราคาการบินของสายการบินแอร์อินเดียมาครับ ไปกลับ 12,000 บาท ถือว่าถูกมากในตอนนั้น บินไปพักที่นิวเดลีก่อนหนึ่งคืน ผมเลยถือว่าดีมาก เพราะจะได้เที่ยวนิวเดลีด้วย

จากนั้นผมก็เริ่มหาผู้สนใจเข้าร่วมทริปครับ ก็แน่นอนว่าผมเองวางแผนจะไปสิบกว่าวัน การจะได้คนไปด้วยก็หายากมากเป็นเรื่องธรรมดา ผมเองก็ชินแล้วแหละ ฮ่าๆ แต่เดชะบุญ ได้พี่ชายอีกสองท่านมาร่วมทริปครับ คือพี่โอ๋ กับพี่โอ ชื่อดั่งเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่จริงๆแล้ว อยู่คนละจังหวัดเลย

การจะไปเยือนอินเดียนั้น เราจำเป็นต้องมีวีซ่านะครับ ซึ่งสามารถขอออนไลน์ได้เลย ของ่ายๆมากๆ สามารถหาดูได้ตามเว็บรีวิวการขอวีซ่าอินเดียได้เลยครับ ตอนแรกผมก็กังวลนะ ว่ามันจะยุ่งยากหรือเปล่า แต่เอาจริง โอ้ วันเดียวก็ได้แล้วครับ พอได้วีซ่า ผมก็พร้อมจะบินไปอินเดียแล้ว

สำหรับรายละเอียดแบบสรุปที่เป็นประโยชน์สำหรับคนต้องการอ่านสั้นๆ แนวยาวไปไม่อ่าน

  • DAY 1 Bangkok – New Delhi พักโรงแรม Smart Airport Hotel เที่ยว Hamayun’s Tomb และ Aksradham Temple
  • DAY 2 บินตรง New Delhi – Leh นอนให้ร่างกายคุ้นกับที่สูง พักที่ Padma Guesthouse
  • DAY 3 Lamayuru Way – Moon Land – Lamayuru Monastery – Alchi Monastery – Likir Monastery พักที่ Padma Guesthouse
  • DAY 4 ฝนตกหนักมาก ไปไหนไม่ได้ นอนอยู่โรงแรม Padma Guesthouse
  • DAY 5 Tsomoriri Lake นอนที่ Tsomoriri  คืนนี้หนาวมาก -10 องศา หิมะก็ตกหนัก ไม่มีน้ำร้อน ไม่มีน้ำอุ่น นรกสุดๆ แต่วิวระหว่างทางคือสวยสุดๆ สวยแบบกรีดร้อง พักที่ Tsomoriri-inn Boutique Cottage Camp สภาพห้องดีมาก ดีสุดๆ แต่ไม่มีฮีทเตอร์นะครับ
  • DAY 6 เดินทางกลับไปยัง เลห์ แวะเที่ยวรายทาง นอน Hotel Alpine Villa
  • DAY 7 เดินทางไปยัง Nubra Valley – Khadung La Pass วิวระหว่างทางคือสวยมาก ตรงไหนอยากหยุดควรหยุด พักที่ Hunder Resort Nubra ห้องใหญ่มาก ใหญ่แบบถ้าจองเอง ห้องนึงสามารถนอนได้สี่คนเลยเหอะ มันใหญ่แบบใหญ่เวอร์วังจริงๆครับ
  • DAY 8 เดินทางไปยัง Pangong Lake วิวระหว่างทางก็สวยมากอีกแล้ว ตรงไหนอยากหยุด ควรหยุด โดยเฉพาะตอนไปถ่ายรูป Marmot ตัวกระรอกหิมาลัย มันน่ารักมากๆ และวิวแถวนั้นก็มีที่น่าถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย เที่ยวเสร็จกลับมายัง Leh พักที่ Padma Guesthouse
  • DAY 9 เที่ยว Thiksey Palace ถ้ามีเวลาเหลือ ควรมา พระข้างในอลังมาก Shey Palace ผมไม่ได้ขึ้น เพราะหิวข้าว บวกกับเหนื่อยกับการเดินทาง Stok Palace ดี เป็นพิพิธภัณฑ์ ของข้างในเลอค่าถ้าชอบของเก่าควรมา พัก Padma Guesthouse
  • DAY 10 ตอนเช้าเดินชอปเครื่องสำอาง Himalaya ถูกมาก ถูกแบบผมกวาดซื้อมาหนึ่งกระเป๋าในราคาห้าพันกว่าบาทเอง (ถ้าคิดตามที่ขายในไทย คงราวสองหมื่นกว่าบาท ที่อินเดียถูกกว่าไทย 3-8 เท่า) ตอนบ่ายเที่ยว Leh Palace ไม่สวย ไม่ประทับใจ ถ้าไม่มีอะไรทำก็ควรไป หรือควรไปวันแรกเลยก็ได้ ถ้าไม่เหนื่อยหรือแพ้ที่สูง  พัก Padma Guesthouse
  • DAY 11 เดินทางกลับ New Delhi นอน Fab Aris Hotel ห้องดีมาก แต่น้ำร้อนไม่ร้อน
  • DAY 12 เดินทางกลับ กรุงเทพฯ

  • ที่เลห์ ผมใช้บริการรถพร้อมคนขับ โดยติดต่อกัมโป้ Facebook https://web.facebook.com/jigmat.gyalpo แต่กัมโป้ให้ลูกน้องมาบริการ ชื่อว่าน้องปุนซุก ทั้งคู่นิสัยดีมาก ดีแบบดี้ดี อยากแนะนำต่อมากๆ อย่างกัมโป้ไม่ได้มาดูแลทั้งทริป แต่ก็แวะมาหาเกือบทุกวันถ้าเค้ายังอยู่เลห์ไม่ได้ไปขับรถให้แขกหรือค้างเมืองอื่น วันกลับมีการมอบของเล็กๆน้อยให้พวกเราด้วย ทริปนี้ผมให้กัมโป้แพลนให้ และเตรียมเรื่องที่พักให้เลย กัมโป้หาที่พักให้แต่ละที่ผมประทับใจหมดครับ มันดีมากจริงๆ ใครจะไปเลห์ ติดต่อกัมโป้ได้เลย
  • ที่พักทุกที่ไม่มีฮีทเตอร์ในช่วงผมไป เพราะมันยังไม่ใช่หน้าหนาวของเค้า แต่บอกเลยว่ามันหนาวมากสำหรับพวกเรา เตรียมเสื้อผ้าหนาๆไปเยอะๆ
  • ผมเดินทาง 20 กันยายน – 1 ตุลาคม ใช้งบทั้งสิ้น ค่าตั๋วเครื่องบินแอร์อินเดีย 12,000 บาท ค่าทัวร์กัมโป้ประมาณคนละ 15,000 บาท และค่ากินอยู่บวกชอปอีก รวมทั้งหมดแล้วประมาณ 35,000 บาท ถ้าไม่ชอปแหลก ก็น่าจะไม่หมดเยอะเท่านี้ ราคานี้เป็นราคาต่อคน เราไปกันสามคน

นมัสเต นิวเดลี

ทริปนี้ส่วนใหญ่แล้วผมจะอยู่ที่เลห์ครับ เป็นระยะเวลา 10 วัน และที่นิวเดลี 2 วัน คือวันบินเปลี่ยนเครื่องนั่นเอง สำหรับที่เลห์ ผมติดต่อคนขับรถไว้เลย เพราะจะได้ทราบงบประมาณสำหรับทริปนี้ เวลาแลกตังค์จะได้เตรียมไปถูก ไม่อยากแลกไปเยอะมากแล้วมันเหลือ ขี้เกียจแลกกลับ ก็ปรากฎว่าได้รู้จักกับชาวเลห์ที่ให้บริการทัวร์ไพรเวทที่เลห์ครับ คือดีมากๆๆๆ ชื่อว่า Jigmat Gyalpo แต่ผมชอบเรียกว่า กัมโป้ มากกว่า ฮ่าๆ เดี๋ยวผมให้คอนแทคไปนะครับ

กัมโป้ก็จัดสรรหารถพร้อมคนขับให้พร้อมวางแผนการเดินทางให้เลยว่า 10 วันที่ผมจะอยู่เลห์ ควรไปที่ไหนบ้าง เส้นทางไหน และพักที่ไหน โดยผมบอกกัมโป้ว่า ช่วยเลือกโรงแรมที่โอเคนะ ราคาแพงหน่อยก็ไม่ว่ากันหรอก ขอให้หลับสบาย กัมโป้ก็บอกว่าโอเค และเคาะราคามาให้พวกผม อยู่ที่คนละ 32,500 รูปี หรือประมาณ 15,000 บาท สำหรับรวมค่ารถ โรงแรม อาหารเช้า สำหรับพวกผมก็ถือว่าโอเคมาก จ่ายได้สบายๆครับ

เอาละครับ ทีนี้มาดูกันว่าเมื่อมาถึงนิวเดลี ซึ่งที่นี่ผมก็จองโรงแรมเองครับ และด้วยกิตติศัพท์ของแขก ที่ช่างชวนน่าปวดหัวมาก ผมก็เลยตัดปัญหาด้วยการให้โรงแรมหาแทกซี่มารับเลย แต่ปรากฎว่าหากันไม่เจอ รอกันนานมาก เลยคุยกันว่า เรียกแทกซี่สนามบินดีกว่า ซึ่งทางเคาต์เตอร์ก็บอกว่าประมาณ 350 รูปี แต่พอไปเจอคนขับ ผมก็ถามว่าราคาเท่าไหร่ เค้าบอกว่า ไม่ต้องห่วง ใช้มิเตอร์จ้า แต่พอขึ้นไปบนแท็กซี่และรถออก ผมก็มองหาแท็กซี่ไม่เจอ เลยถามว่าไหนมิเตอร์อยู่ตรงไหน

“มิเตอร์คือฉันเองจ้า” คนขับแท็กซี่ตอบกลับมา

พวกผมนี่อึ้งไปเลย แขกเล่นงานเราตั้งแต่วันแรกเลย ฮ่าๆ และเค้าคิด 600 รูปี บอกว่าต้องยูเทิร์นไกล พวกเราขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงเลยให้ๆไป ผมแนะนำว่า ถ้าพักแถบๆสนามบิน ราคาประมาณ 350-500 รูปีครับ หรือจะใช้แอพ UBER เรียกมารับที่สนามบินก็ได้ เพราะอีกวัน ผมใช้ UBER ก็จ่ายแค่สามร้อยกว่ารูปีเอง


DAY O1 HAFL DAY IN NEW DELHI

ด้วยความที่วันนี้เราจำเป็นต้องนอนค้างที่นิวเดลี เพื่อรอขึ้นเครื่องไปเลห์ในวันรุ่งขึ้น ผมจึงมีเวลาครึ่งวันสำหรับการเที่ยวนิวเดลี และต้องบอกก่อนว่า ทริปนี้ผมแทบจะไม่ได้หาข้อมูลอะไรเลย เพราะไม่อยากอ่านรีวิวมาก อ่านเยอะเห็นเยอะ จนไม่เหลืออะไรให้ว้าว

ผมตัดสินใจให้ทางโรงแรมหาแทกซี่ขับรถส่งผมไปเที่ยวยังจุดต่างๆครับ โดยเจ้าของโรงแรมก็บอกว่ายูน่าจะไปที่ India Gate, Red Fort, India Market, Hamayun’s Tomb

ผมลองดูแต่ละที่แล้ว จึงบอกว่า ผมขอไปแค่สองที่พอนะ คือ Hamayun’s Tomb กับ Akradham Temple ที่เหลือตัดออกไปเลย พวกผมไม่สนใจในตอนนี้ เจ้าของโรงแรมก็ดูงงๆ ว่าทำไมไปน้อยที่จัง แต่พวกผมรู้ตัวดีว่าเป็นพวกเที่ยวแช่ อยู่นาน เลยเอาเฉพาะที่เห็นแล้วน่าสนใจจริงๆสำหรับเวลาอันน้อยนิด แต่ถ้าใครที่ไม่ได้เที่ยวแช่จุดละชั่วโมงสองชั่วโมงแบบผมก็น่าจะไปได้หลายที่ครับ

ราคาแทกซี่พาเที่ยววันนี้ 2,200 รูปี ครับ โอเค รับได้ ไปกัน

ที่สุสาน Himayun’s Tomb นั้นสวยมากครับ เหมือนกับทัชมาฮาลเลย เอาพาสปอร์ตไทยโชว์เค้า จะได้ราคาตั๋วเท่าคนอินเดีย ซึ่งมันถูกมาก ดังนั้นต้องพกพาสปอร์ตตลอดนะครับ เชื่อผม

สุสานแห่งนี้มีพื้นที่ที่ใหญ่มากครับ บางจุดตอนที่ผมไปนั้นมีการปรับปรุงซ่อมแซมเลยทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จากที่เห็นมันก็อลังจริงๆ สถาปัตยกรรมแปลกตาต่างจากที่มีในบ้านเราครับ ผมกับพี่ๆใช้เวลาที่นี่กันสองชั่วโมงกว่าๆ ถ่ายภาพกันเพลินเลยทีเดียว

ระหว่างที่ผมอยู่ที่สุสานนี้ก็มีหลายคนมาขอให้ถ่ายภาพให้ครับ ระหว่างนั้นผมเห็นคนอินเดียหลายคนก็มาถ่ายรูปด้วย ซึ่งมือถือที่เค้าเอามาถ่ายรูปก็เป็นแบบมือถือรุ่นอาม่ามากๆเลย แต่เห็นสีหน้าที่มีความสุขของพวกเค้าแล้วเราก็อมยิ้มตามไปด้วย

ความสุขของเราไม่เท่ากัน บางทีมันเรียบง่าย มันอยู่ที่ว่าเราจะพอใจกับสิ่งที่เรามีมากน้อยแค่ไหน

แล้วเราก็เตรียมตัวไปยังวัดถัดไปที่ผมอ่านเจอมาว่าเป็นวัดที่สร้างได้อลังการงานสร้างมากๆ ชื่อว่า Akradham Tempe ครับ วัดนี้ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือสุดๆ แต่ห้ามเอาอะไรเข้าไปยกเว้นตัวกับกระเป๋าสตางค์ครับ ของอย่างอื่นต้องฝากไว้ที่เคาเตอร์รับฝากของ ซึ่งคนก็เยอะมากๆ และห้ามถ่ายภาพด้วยครับ เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายภาพสวยๆข้างในมาฝากได้ ที่วัดนี้ให้เข้าฟรีด้วยครับผม คุ้มค่ากับการมาเที่ยวชมเลยแหละ

ข้างในวัดนี้ใช้แรงงานคนแกะสลักได้มลั่งเมลื่องมาก ผมเห็นแล้วนึกถึงภาพที่เพื่อนผมเคยไปเที่ยวแถบโบสถ์ยุโรป แถบอิตาลีที่วัดข้างในเค้าเพนท์สวยๆ วัดนี้คือสวยระดับนั้นเลย ยิ่งพอได้ทราบว่าเป็นวัดที่สร้างจากแรงศรัทธาของศาสนิกชนแล้วก็ยิ่งทึ่งเข้าไปอีก ว่ากันว่าวัดนี้วันนึงๆรับแขกเป็นหมื่นๆคนเลยทีเดียว กลายเป็นแลนด์มาร์คอีกจุดสำหรับใครที่แวะมาเที่ยวนิวเดลี

พวกเรามัวแต่เดินชมนั่นชมนี่ก็ดึกแล้ว จึงต้องหาอะไรทานกัน เฮียผมบอกว่า

“มื้อนี้ทานแมคดีกว่า เชื่อเฮีย อาหารอินเดียไม่น่าพิศมัยนักหรอก เฮียเคยมาสามรอบแล้ว”

เราเลยกินแมคกันครับคืนนั้น… ผมเลยยังไม่ถึงอินเดียแบบเต็มตัวสักที ฮิๆ


DAY 02 โรคแพ้ที่สูง SICKNESS ATTITUDE

ตื๋ดดดดดดด ตื๋ดดดดดดดดดดดดดด

เสียงมือถือสั่น ส่งสัญญาณนาฬิกาปลุก เพราะเมื่อคืนผมตั้งไว้ให้ปลุกผมตอน 3:40 AM เพราะเรามีบินไปเลห์กันตั้งแต่เช้า และข้อมูลก็อ่านเจอว่าควรไปรออย่างน้อยสองชั่วโมงเพราะระบบการตรวจคนของอินเดียมันล่าช้ามาก

ผมรีบสะดุ้งตื่นมา แต่…ผมลืมเปลี่ยนเวลาให้เป็นเวลาอินเดียครับ ที่อินเดียมันช้ากว่าไทย 1:30 ชั่วโมง

เลยงีบต่อไปอีกชั่วโมงกว่า 555

ที่สนามบินอินเดียเป็นไปดั่งที่เค้าบอกเลยครับ ตรวจละเอียดมากๆๆๆๆๆๆ คนเยอะมากๆๆๆๆ ต่อคิวเป็นหางงูยาวเหยียดครับ ดังนั้นคิดถูกมากที่ไปก่อนเวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง

การเดินทางไปเลห์ ผมก็จองที่นั่งติดหน้าต่างฝั่ง A ไว้ครับ เพราะต้องการเห็นวิวเลห์ ที่คนไปมาก็ต่างเขียนว่า “มันคือวิวที่สวยที่สุด”

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่งมาก แต่เครื่องบินหน้าต่างมีแต่รอยขีดข่วนครับ อ้ากกก ผมต้องใช้วิธีซูมเข้าไปเก็บภาพ เพื่อไม่ให้มันติดรอยขีดข่วนแทน

วิวก็สวยดั่งว่าจริงๆ ผมก็กดชัตเตอร์รัวๆเลย มันคือภูเขาหิมะที่เยอะจนละลานตา แต่ก็เป็นภูเขาแห้งๆ แล้งๆ เหมือนพื้นผิวของต่างดาวครับ

วิวมันก็ประมาณนี้ครับ เดี๋ยวก็มีสีฟ้า เดี๋ยวก็สีน้ำตาล สลับกันไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าเพลิน และอิ่มหนำกับวิวตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว ผมเองก็ตื่นเต้นที่ได้เห็นวิวสวยๆ แต่ในความโชคดีก็มีเรื่องน่าเศร้าเช่นกันครับ เพราะตอนผมนั่งไปนั่น ผมนั่งติดกับคนอินเดีย ซึ่งก็รู้ๆกันอยู่ว่ากลิ่นเฉพาะตัวของคนอินเดียนั้นเป็นที่ฮือฮาขนาดไหน ผมก็แบบโอ้ย ขมคอสุดๆ ทำไงดีนะ ห้าๆ ก็ได้แต่ทำใจไป ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าเค้านะ เพราะมันก็มากับการกินอาหารที่มันก็คงจะซึมจนเป็นส่วนหนึ่งของพวกเค้าไปแล้ว แต่ผมนี่แหละที่ไม่ชินกลิ่นเอง ก็เรียกได้ว่าเป็นการนั่งเครื่องสองชั่วโมงที่ทั้งสุขทั้งทุกข์

วิวรอบๆสนามบินเลห์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ พอมาบินมาถึงที่สนามบิน เราก็ต้องกรอกแบบฟอร์มอีก เพราะเลห์นั่นเป็นจุดที่อยู่ชายแดน จึงต้องมีขั้นตอนพิเศษหน่อย ระหว่างอยู่เลห์ เราจะเห็นค่ายทหารเต็มไปหมดเลย

เมื่อออกจากสนามบินผมก็เห็นน้องปุนซุก ทีมงานของกัมโป้มารับครับ ซึ่งกัมโป้ก็บอกผมเองว่า ติดลูกค้า แต่ไม่ต้องห่วงนะ ทีมงานเค้าดีทุกคน ผมก็โอเคครับ เพราะตลอดสิบวันที่น้องปุนซุกบริการ ก็คือดีมาก คนเลห์นิสัยดีมากจริงๆ ดีแบบดี้ดี ดีแบบซื่อๆ ประทับใจมาก

สำหรับวันแรกของเราที่เลห์ เราต้อง “นอน” ครับ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้ชินกับที่สูง ไม่ควรประมาท อย่าห้าวครับ เพราะโรคแพ้ที่สูงนั้นถ้าเป็นมามันอันตรายมาก พยายามดื่มน้ำเยอะๆ และกินยากันแพ้ที่สูงไปด้วย อย่างพวกเราเองทั้งสามคนก็นอนกันจนตื่นมาเย็นๆ กระนั้นพี่คนหนึ่งก็มีอาการครับ คือเจ็บตามข้อมือ เหมือนหนาวๆจากข้างใน ก็ต้องกินยาไปอีก แต่พออยู่วันที่สองสาม อาการพวกนี้ก็หายไปครับ

เลห์อยู่สูงมาก อากาศจะเบาบางกว่าประเทศไทย จึงไม่แปลกที่การไปเที่ยวที่นี่จึงควรเที่ยวอย่างมีสติ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่าคิดว่าร่างกายแข็งแรงอยู่แล้ว ดันไปประมาท เพราะถ้าเป็นอาการแพ้ที่สูงมา มันไม่สนุกเอาเสียเลยนะครับ


DAY 03 LAMAYURU WAY-  MOON LAND – LAMAYURU MONASTERY – ALCHI MONASTERY

หลังจากที่วันแรกเราเริ่มคุ้นเคยกับความสูงแล้ว วันนี้ปุนซุกจะพาพวกเราไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแรกของเลห์ครับ ซึ่งก็คือเส้นทาง LAMAYURU ซึ่งตอนที่กัมโป้ส่งแพลนมาให้เรา ในเส้นทางนี้มีจุดที่เรียกว่า MOON LAND ด้วย อ่านชื่อแล้วผมก็ตื่นเต้นมาก ดินแดนโลกพระจันทร์เลยเหรอเนี่ย ว้าวๆๆๆ

บรรยากาศรายทางของเส้นทางนี้มันสวยมากจริงๆครับ สวยแบบแห้งแล้ง สวยเหมือนไม่ใช่โลกมนุษย์ มันก็ชวนให้นึกถึงว่าอยู่ต่างดาวจริงๆ

สองข้างทางขนาบข้างไปด้วยภูเขาแปลกตา ตรงไหนที่เราว่ามันสวย เราก็บอกน้องปุนซุกให้ช่วยจอดรถหน่อย แล้วก็ไปถ่ายภาพกันครับ เรียกได้ว่าถ่ายภาพกันตรงนั้นตรงนี้ จนน้องบอกว่า พี่ครับ ระยะทางที่เราจะไปกันยังเหลืออีกเป็นร้อยกิโลนะครับ ฮ่าๆ

แม่น้ำที่นี่สีสวยดีครับ เป็นสายน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำเแข็งและหิมะ ทำให้เป็นสีฟ้าๆ แถมเย็นมากด้วย

ช่วงที่ผมไป ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีแล้วครับ บางพื้นที่ก็เหลืองไปหมดเลย แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่ได้ตื่นเต้นกับใบไม้เปลี่ยนสีสักเท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะว่าเห็นหลายที่จนชาชินแล้วกระมัง สิ่งที่เรียกความตื่นเต้นของผมในทริปนี้ก็คือวิวภูเขาครับ มันสวยจนอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

ตลอดระยะเวลาที่ผมนั่งรถไปในเส้นทางนี้ ผมสังเกตว่าไม่ค่อยเห็นหมู่บ้านคนเลยครับ มันโล่งมากๆ แต่ที่เห็นมากสุดก็คือ “ค่ายทหาร” เนื่องจากเลห์เป็นเขตการปกครองแถบชายแดน ทำให้เราจะเห็นจุดห้ามถ่ายรูปด้วยหลายจุด และรถที่ขับผ่านไปมา ส่วนมากก็จะเป็นรถทหาร แต่ก็นานๆจะเห็นรถผ่านมาทีครับ ทริปต่างดาวตั้งแต่วันแรกเลยนะเนี่ย

ต้องบอกเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ แทบจะไม่อยากหลับเลย เพราะวิวมันเปลี่ยนตลอดเวลา ตรงจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน

นานๆทีก็จะผ่านหมู่บ้านคนครับ ตรงนี้ยังพอมีสีเขียวให้เห็นบ้าง สำหรับผม ผมอยากจะจอดถ่ายภาพทุกจุด แต่ทำไม่ได้ เพราะไม่งั้นคงไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง

ผมเองก็สงสัยนะครับว่า คนแถวนี้เค้าทำมาหากินอะไรกัน เพราะหาจุดที่ปลูกผักปลูกต้นไม้ได้ยากมาก พื้นที่ส่วนใหญ่มีแต่หินกับทราย แทบจะไม่ค่อยได้เห็นจุดที่เป็นป่าไม้ หรือแม้แต่จุดที่เป็นที่คนอาศัยอยู่มันก็ไม่ได้ดูวุ่นวายเลยครับ กัมโป้บอกผมว่า ที่เลห์ จริงๆแล้วมีคนอยู่ประมาณ 1,300 คนเท่านั้นเอง ที่เหลือก็เป็นผู้คนจากที่อื่นเข้ามาหางานทำ เนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้มีการจ้างงานเกิดขึ้น คนทำงานในโรงแรมเองหลายคนก็มาจากแถบสิกขิมเป็นต้น ส่วนคนขับรถ กัมโป้บอกว่า ต้องให้คนในพื้นที่ขับ เพราะว่าเส้นทางมันอันตรายสำหรับคนนอก ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย เพราะมันมีทางคดเคี้ยววนไปวนมาเยอะมาก แถบบางที่ก็เป็นเหวลึก ให้ขับเองคงอันตรายน่าดู

สักพักน้องปุนซุกก็จอดรถให้เราลงไปถ่ายรูปตรงนี้ครับ พวกผมมองหน้ากัน จอดรถถ่ายอะไรเหรอ?

“Moon Land Moon Land” ปุนซุกบอก

เดี๋ยวนะ… ตรงนี้นี่นะ คือจุดหมายปลายทางของวันนี้เหรอ?  ผมมองไปเบื้องหน้า ที่เป็นหน้าผาหินสีเหลืองๆ ขนาดไม่ถือว่าใหญ่มากนัก และมองยังไงก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเข้าใกล้คำว่า Moon Land เลยสักนิดเดียว

นี่นั่งรถกันสามชั่วโมง เพื่อมาดูกองหินเหมือนไซต์ก่อสร้างแบบนี้นี่นะ? ว้อทททททททททท ผิดหวังมากกกกกก เกลียดจุดแรก 555

เราทั้งสาม เดินบิดขี้เกียจ แล้วก็ลงไปถ่ายรูปพอเป็นพิธี ให้รู้ว่า เออ อย่างน้อย เราก็มาถึงแล้วนะ

ผมแนะนำเลยว่า ถ้าใครมีเวลาน้อยนะ ตรงนี้มันไม่สวยเลย คือระหว่างทางมันสวยมาก แต่ตรงจุดที่เป็น Main Point มันน่าผิดหวังที่สุด ไม่ใช่แค่ผมที่คิดแบบนี้นะครับ เราทั้งสามคนคิดแบบเดียวกันเลย ใครก็ได้ ช่วยบอกที ว่ามันดูยังไงหรือถึงบอกเหมือนพระจันทร์ วิวข้างทางที่ผ่านมายังเหมือนกว่าอีก

หัวเราะแบบแห้งๆ ความรู้สึกเหมือนถูกหลอกมาฟังขายตรงเลยอ่ะ ฮือ

ผมกับพี่ๆใช้เวลาตรงนี้ราวห้านาทีมั้ง แล้วก็ขึ้นรถไปยังจุดต่อไปกัน

สถานที่ถัดไป เราไปที่ Lamayuru Temple ครับ ว่ากันว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเลห์ มีพระสงฆ์อยู่เยอะ แต่ตอนผมไป ไม่เห็นพระสงฆ์สักรูป และข้างบนลมก็แรงมาก หนาวมาก พัดที ผมนี่เหมือนจะปลิวให้ได้

ระหว่างที่เดินถ่ายภาพอยู่ ผมก็เห็นคุณยายชาวเลห์ เดินหมุนกงล้อ ตรงมายังพวกเรา . ผมยิ้มให้คุณยาย คุณยายก็ยิ้มกลับ พร้อมทักทายว่า

“MONEY”

จ้าาาาา ดีงามมากจ้าาาาาาา

ผมหยิบให้คุณยาย 20 รูปี แล้วบอกว่า ขอถ่ายภาพคุณยายหน่อยนะคับ

ผ่านไปอีกนิด คุณยายอีกคนก็เดินมา พร้อมกับทักทายเสียงเสนาะหูเช่นกันว่า

“MONEY”

นี่ผมสงสัยแล้วสิ มันควรจะเป็นคำว่า Hi หรือ Hello ไม่ใช่เหรอ ทำไมคำทักทายคนแถวนี้แปลกจังเลย

ผมยื่นให้อีก 20 รูปี แล้วก็แลกกับการถ่ายรูป . แล้วคุณยายคนที่สามก็เดินมา

แล้วก็ทักทายว่า….

ครับ นั่นแหละครับ ไม่ต้องบอกเนอะ ว่าทักว่าอะไร แต่ตอนนั้นผมยังไม่มีเงินย่อย เลยยังไม่ได้ให้คุณยาย คุณยายก็เลยเดินจากไป ผมก็แอบถ่ายภาพข้างหลังคุณยายแทนละกัน

คุณยายหมวกแดง คงเห็นว่าคุณยายชมพูไม่ได้รับเงิน ก็คงเกิดอาการสงสาร เลยหยิบกล้วยยื่นให้ ผมว่าน่ารักมาก เลยขอแอบเก็บภาพไว้ด้วย

ตอนนั้นพี่ผมเดินมาถึงพอดี ผมเลยบอกว่า ขอตังค์ให้คุณยายหน่อยสิครับ คุณยายท่านนี้ยังไม่ได้ตังค์เลย พี่ผมบอกว่ามีแต่แบงค์ห้าสิบรูปี ผมก็เลยหยิบให้คุณยายห้าสิบรูปี สองยายก่อนหน้าเห็น เลยบอกว่า ว้อททท ทำไมชั้นได้แค่ 20 ละ? ยายยยยยยย

จากนั้นก็เป็นคุณตาครับ แล้วคุณตาก็ทักทายว่า…

พอแล้วว ไม่มีเงินแล้วครับ คุณตาเลยอดไปครับงานนี้ 55

ด้วยความที่วัดแถวนี้รูปทรงก็เหมือนวัดทิเบตทั่วไปครับ และผมเคยไปเห็นวัดที่แชงกรีล่ามาหลายรอบแล้ว ประกอบกับไปแถวเนปาลอะไรมาแล้วด้วย วัดจึงไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับสักเท่าใด ผมเดินถ่ายภาพคนแถวนั้นดีกว่า ผมชอบภาพวิถีชีวิต มันทำให้เราได้เห็นว่าพวกเค้าเป็นอยู่กันอย่างไร

คนแถวนี้นั่งใช้มือทุบหินเหลี่ยมๆให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมครับ ย้ำว่าใช้มือเปล่าๆถือค้อนนี่แหละค่อยๆทุบ กว่าจะได้สักก้อน เห็นแล้วเหนื่อยแทน ผมยังคิดอยู่ว่า มันไม่มีเครื่องมือทุนแรงหรืออย่างไร วันหนึ่งๆจะได้สักกี่ก้อน บ้างก็นั่งทำก้อนอิฐจากดินครับ จะเอามาซ่อมแซมวัด

ผมใช้เวลาอยู่ที่วัดนี้ประมาณหนึ่ง ก็คุยกันว่า เราไปยังจุดหมายต่อไปกันดีกว่า ซึ่งพวกเราก็ไม่รู้หรอกครับว่าที่ไหน จำไม่ได้ ให้น้องปุนซุกพาไป

น้องบอกว่าจะพาไปวัด Alchi ซึ่งมันต้องย้อนกลับไปทางเดิมก่อน และมันก็ผ่าน Moon Land แดนอันแสนผิดหวัง

มันมีแค่นี้จริงๆ นี่พยายามหามุมสวยๆแล้ว แต่หาไม่เจอไง บายยยย อย่าได้เจอกันอีกเลยนะ 55

เอาจริงๆนะครับ เราสนุกกับการถ่ายภาพรถบรรทุกมากกว่าวิวของ Moon Land เสียอีก รถที่นี่ตกแต่งสวยดี เลยขอเก็บภาพหน่อย รถคันนี้จอดอยู่ แต่ไม่เห็นคนขับ แล้วผมก็ไม่เห็นใครเลยนะ

นั่งรถกันไประยะเวลาพอสมควรก็มาถึงวัด Alchi ครับ วัดนี้ก็เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ของเลห์ แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามถ่ายรูปข้างในวัดครับ ข้างในวัดสวยมาก สวยกว่าวัดแรกอีก ในบรรดาวัดที่ไปมา นี่ก็เป็นวัดที่ผมชอบมากของเลห์ครับ มีรูปปั้นแกะสลักโบราณ ที่อลังการมาก สูงมาก ใหญ่มาก ตั้งอยู่ถึงสองรูปปั้น เห็นแล้วรู้สึกถึงความขลังเลย และผนังด้านในวัดก็มีการวาดภาพทางศาสนาเต็มไปหมด แต่ด้วยความที่เมืองนี้ก็ยากจนแหละ ทำให้ภาพมันก็โทรมไปตามกาลเวลา ไม่มีการบูรณะที่ดีสักเท่าไหร่ เหมือนดูแลกันตามมีตามเกิดครับ

ภาพวาดด้านนอกอาคารครับ เลือนลางไปตามกาลเวลา

ด้วยความที่วัดห้ามถ่ายภาพข้างใน วัดนี้ผมจึงไม่มีอะไรมาฝากมากนะครับ ถามว่าแนะนำไหม ผมแนะนำมาก คือดีงามกว่าอี Moon Land อีกอ่ะ และตรงวัดนี้เราสามารถเดินลงไปถ่ายภาพกับภูเขา และสายน้ำสวยๆได้ด้วยครับ เค้าจะเขียนบอกว่า Indus View ซึ่งผมเห็นคำนี้บ่อยมาก ผมก็งงมากว่า Indus แปลว่าอะไร ตอนนั้นเน็ตก็ไม่มี เพิ่งมารู้ทีหลังว่า มันแปลว่า สินธุครับ Indus River ก็คือแม่น้ำสินธุนั่นเอง แม่น้ำนี้เป็นแม่น้ำที่ยาวสุดของปากีสถานนะครับ อย่างภาพของผม ที่เห็นด้านหลัง มันเป็นน้ำตกที่กลายเป็นน้ำแข็งอยู่ข้างๆแม่น้ำสินธุครับ

ทีนี้ครับ ปัญหาหนักใจสำหรับทริปนี้ของผมคือ

“ผมเมารถครับ”

นี่ปกติผมไม่เคยมีอาการเมารถ เมาเรืออะไรเลย แต่ทริปนี้ มันนั่งรถนานมาก และวิวที่บางทีก็ภูเขาอยู่ขนาบสายตาใกล้ๆทั้งสองข้าง มันวิ่งผ่านตาไปมาๆ ทำให้ผมตาลายครับ การเมารถก็ไม่สนุกเอาเสียเลย วิวก็อยากดู แต่ร่างกายก็พะอืดพะอม

ยามเย็น ฝนเริ่มตกครับ วิวสองข้างทางก็กลายเป็นภูเขาที่มีเมฆลอยเต็มไปหมด สวยไปอีกแบบ น้องปุนซุกบอกว่าจุดสุดท้ายที่เราจะไปคือวัดชื่อว่า Likir Monastery ครับ ระหว่างทางผมเผลอหลับเพราะเมารถ เลยมาตื่นอีกทีตอนถึงวัดแล้ว สายฝนด้านนอกก็โปรยปรายพอให้ขี้เกียจ

ผมคุยกันกับพี่ๆ แล้วตกลงกันว่า เราจะไม่ขึ้นไป วันนี้พอแล้ว อยากกลับบ้านไปอาบน้ำร้อนๆ แล้วทานอาหารดีกว่า แม้กระทั่งถ่ายรูป ยังไม่อยากถ่ายเลยครับ คิดดู พอร่างมันเพลียแล้ว ก็ไม่อยากทำอะไรจริงๆ วันนี้จึงสิ้นสุดกิจกรรมการเดินทางเพียงเท่านี้ครับ


DAY 04 CRAZY RAINING – DAY 05 TSOMORIRI LAKE

เช้าวันต่อมา ผมจะบ้าตายครับ สภาพอากาศเลวร้ายมาก ฝนตกหนักมาก ยิ่งทำให้หนาวลงไปอีก ตอนนั้นเหลือประมาณ 1-2 องศา ผมดูในแอพพยากรณ์อากาศแล้วเห็นมีแต่ฝนตกทั้งวัน และเจ้าของโรงแรมก็มาบอกผมว่า วันนี้คงไปไหนไม่ได้นะ เพราะเส้นทางไป Nubra เอย Pangong เอย ต่างก็ปิด เพราะเมื่อคืนหิมะตกหนักมาก ทำให้เส้นทางอันตรายเกินไป วันนี้ให้อยู่โรงแรมนี่แหละ ดูสภาพแล้วไม่แนะนำให้ไปไหน ผมก็เลยนอนเล่นในโรงแรมไปครับ

พอวันถัดมา อ้า แลดูเหมือนจะพอไปไหนได้บ้าง แต่ก็ยังมีฝนปรอยๆอยู่ วันนี้เราจะไป Tsomoriri Lake ครับ

ด้วยความที่เมื่อคืนหิมะตกหนักมาก และฝนตก ทำให้วันนี้วิวข้างทางก็สวยไปอีกแบบ ภูเขาเต็มไปด้วยหิมะ มีเมฆสวยๆลอยเหนือยอดเขาด้วย ผมว่าก็ดีนะ ประทับใจดี

และเช่นเคยครับ เจอตรงไหนสวย ก็บอกปุนซุก จอดหน่อยน้องรัก พี่ขอไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน่อย น้องก็จอดให้ตลอดทาง ควรค่าแก่การตบทิปสักพันสองพันรูปี

ผมมีความสุขกับการถ่ายภาพมากๆ โน่นก็สวย นี่ก็สวย จะมองไปทางไหนมันก็สวยหมดเลย มันร้างผู้คน เหมือนทั้งโลกนี้มีแค่พวกเรา ถ่ายภาพรัว

ทริปนี้พี่ๆทั้งสองของผมต่างก็ถ่ายภาพเก่งทั้งคู่ ผมเลยยิ่งโชคดีไปใหญ่ ที่จะมีภาพตัวเองในทริปบ้างแล้ว ดังนั้นผมก็จะลงรูปของผมไปด้วย อย่าว่ากันนะครับ เห็นใจคนไปเที่ยวคนเดียวบ้างที่ปกติไม่เคยมีรูปตัวเอง ฮิๆๆ

ต้องบอกเลยครับว่า ตลอดทางที่เดินทางไปยัง Tsomoriri ซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง (จริงๆอาจจะเร็วกว่านี้ แต่พวกเราแวะพักบ่อย) มันสวยมาก สวยแบบ โอ้โห นี่คือโลกมนุษย์จริงๆเหรอ บางครั้งก็เหมือนอยู่สวิตเซอร์แลนด์ บางทีก็เหมือนอยู่ดาวอังคาร เดี๋ยวก็เจอต้นไม้แปลกๆ โอย มันดีต่อใจ

และระหว่างทางเราก็จะเห็นค่ายทหารเรื่อยๆครับ นานๆก็จะมีรถทหารผ่านมา ผมลองยกมือทักทายให้พวกเค้า เค้าก็ยิ้มใจดี โบกมือทักทายกลับมาครับ รักคนแถบนี้จัง

ตรงนี้คือจุดที่ผมอยากรีดร้องมาก ของจริงมันสวยมากๆ มีทุ่งหญ้าเขียวๆอยู่เบื้องหน้า ถัดไปเป็นเหมือนทะเลสาบ ตามด้วยภูเขา ปิดด้วยภูเขาหิมะ เราสามคนพูดเสียงเดียวกันว่า มันคืออินเดียจริงหรือ นี่มันยุโรปชัดๆ ว่าแล้วก็จอดถ่ายรูปกันเพลินอีกแล้วครับ

ฮือ สวยมาก อยากจะถ่ายภาพให้ได้แบบตาเห็น แต่มิสามารถ ต้องมาชมด้วยตัวเองครับ

ถัดจากนั้นก็เป็นวิวแบบนี้ โฮก ไม่ไหวแล้ว พอแล้ว สวยจะขาดใจ ต้นไม้เป็นพุ่มๆ สีแดงๆ ที่หาชมไม่ได้ที่บ้านเรา

ผ่านไปสักพัก เจอทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ พร้อมกับฝูงม้าป่า แอ้กกก คุ้มแล้วทริปนี้ แค่เท่าที่เห็นก็เหลือคาดหมายแล้วจริงๆครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ค่อยได้ดูรีวิวมากนักว่าเลห์มีอะไร ทำให้ทุกอย่างที่เห็นมันล้วนตื่นตาตื่นใจสำหรับผม ดูสิครับ ฝูงม้าป่าพวกนี้ สวยงามมาก

เกิดมาก็เพิ่งเคยพบเคยเห็นฝูงม้าป่านี่แหละคับ คือดีจริงๆ

ขอถ่ายภาพกับม้าบ้าง อิอิ

ถัดจากภาพฝูงม้าป่า ที่ทุ่งหญ้าสีเขียว ก็มาเจอทุ่งหญ้าสีแดงเพลิงอันกว้างใหญ่ กรีสส พ่อจ๋า แม่จ๋า ทริปนี้ลูกทำบุญมาดี ได้เจอของสวยงาม ผมก็รีบลงไปถ่ายภาพอีกเช่นเคย

แดงแบบไม่ต้องปรับสีอะไรเลยคับ มันอัศจรรย์มากๆ ทุ่งหญ้าเป็นสีส้มๆ ต้นไม้เป็นสีแดง ชอบที่สุดเลย

ถัดจานั้นก็เจอฝูงแกะครับ โอ้ย ชอบอีกแล้ว ทริปนี้หัวใจเต้นแรงกับวิวสองข้างทาง เอาไปเลย 10/10

และหลังจากนั้นผมก็เริ่ม “เมารถ” ครับ เพราะมันนั่งนานมาก เลยเผลอหลับไป มาตื่นอีกทีตอนได้ยินเสียงพี่ๆปลุก

สน หิมะตกหนักแล้ว” ผมรีบลืมตามามองวิวข้างนอก

โอ้โห หิมะทั้งนั้นเลย ของจริงคือหิมะมันตกลงมาแบบไม่หยุดหย่อน แต่ถ่ายภาพไม่ติด เอาแค่นี้ไปก่อนเนาะ

ข้างในรถมีฮีทเตอร์ เลยไม่หนาวมาก แต่พอออกไปถ่ายภาพแค่นั้นแหละครับ อยากจะช็อค มันหนาวมาก หนาวแบบร้องขอชีวิต แต่เพื่อเก็บภาพ ก็ต้องทนได้ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีครับ รีบกันกลับขึ้นรถ

ถัดจากหิมะตะกี้ ก็มาเจอคนเลี้ยงแกะ แต่เดี๋ยวนะ แล้วทำไมตรงนี้หิมะไม่ตก อะไรยังไงอ่ะ งงดีจัง

หน้าตาและเครื่องแต่งกายไม่ใช่อินเดียเลยสักนิด ชวนให้นึกถึงมองโกเลียมากกว่า

มีแกะภูเขาด้วย มันกระโดดหย็องๆ ขึ้นไปตามหน้าผา เคยได้ยินแต่ตอนเรียนหนังสือ เพิ่งเคยได้เห็นกับตาก็ตอนนี้แหละ

นรกมาเยือน กับการนอนท่ามกลางสภาพอากาศหิมะตกหนัก -10 องศา ไร้ฮีทเตอร์

จากนั้นครับ สิ่งที่ผมเกลียดมากสำหรับทริปนี้คือ การนอนทนความหนาวแบบเข้าใจคำว่า หนาวตาย อ่ะครับ คืนนั้นหิมะตกหนักมาก พนักงานต้อนรับเดินมาแจ้งว่า ไม่มีฮีทเตอร์ ไม่มีน้ำร้อน ไม่มีผ้าเช็ดตัว เพราะที่นี่หิมะตกหนักมาสามวันแล้ว ไม่มีแดดออก ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะต้องใช้ไฟจากโซลาร์เซล ผมมองไปข้างนอกเห็นเค้าตากผ้าเช็ดตัวอยู่ ซึ่งมีแต่หิมะเกาะเต็มไปหมด ก็เลยได้แต่ทำใจ

วันนี้เราไม่อาบน้ำครับ อย่าว่าแต่อาบเลย แค่การเข้าส้วมยังทรมาน น้ำมันเย็นมาก และการนอนคืนนั้นคือการนอนที่ทรหดที่สุดในชีวิต หนาวจนมือเหมือนจะหลุดออกมาเสียให้ได้ ผมนอนพลิกตัวไปมา ภาวนาให้คืนนี้ผมต้องรอดออกไปให้ได้นะ

และผมก็รอดครับ ขอบคุณพระเจ้า


DAY 06 TSOMORIRI LAKE VIEW- BACK TO LEH

เช้าอีกวัน เหมือนพระเจ้าจะสงสารพวกเราครับ หิมะไม่ตกแล้ว ท้องฟ้าเริ่มมีแสงแดดออกมาให้เห็น ผมหยิบกล้องด้วยมืออันสั่นเทา แล้วเดินออกไปเก็บภาพถ่าย

อื้อหืออออ วิวข้างนอกมันยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ทะเลสาบที่เราแทบมองไม่เห็นเมื่อวานนี้ เผยโฉมออกมา ภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะทั้งลูก มีทุ่งหญ้าสีส้มๆกว้างใหญ่ประดุจพรมคอยต้อนรับพวกเรา ผมตื่นเต้นมากอีกแล้ว ลืมหนาวไปเลย รีบวิ่งไปเก็บภาพตรงนั้นตรงนี้

พนักงานที่นี่บอกว่า ปีนี้แปลกที่หนาวเร็วมาก ปกติช่วงนี้ไม่ควรจะหนาวอะไรขนาดนี้ หนาวจริงๆจะเริ่มหลังเดือน ตุลาคมเป็นต้นไป ช่วงนั้นหิมะจะตกหนัก อากาศจะ -40 น้ำในทะเลสาบจะเป็นน้ำแข็ง และผู้คนก็จะหนีออกจากที่นี่ครับ ผมก็บอกว่าโชคดีนะ ที่วันนี้หิมะไม่ตกแล้ว ยังมีแสงให้เห็นวิวสวยๆแบบนี้ก็คือว่าคุ้มมาก

เก็บภาพเรื่อยๆ เพลินมากครับ

ตอนอยู่ที่นี่ผมเจอนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามด้วยครับ มีอยู่คนนึงพูดภาษาไทยเก่งมาก ไม่รู้เลยว่าเป็นคนเวียดนาม เค้าบอกว่าเค้าเรียนภาษาไทยตอนอยู่มหาลัย ตอนเช้าวันนั้นผมเจอเค้า เค้าบอกว่าเค้ามีอาการแพ้ที่สูง อ้วกแตกทั้งคืน ร่างกายอ่อนเพลียมาก ตรงแถบทะเลสาบมีอนามัยด้วย แต่ว่าเช้ามากหมอก็ยังไม่มา ผมเห็นแล้วก็สงสารครับ นี่แหละครับ โรคแพ้ที่สูงอย่าประมาทกันนะ ผมเจอหลายคนในทริปก็เล่าว่า มีอาการแพ้ที่สูงที่นี่เหมือนกัน อย่างพี่คนไทยที่ผมเจอตอนไปนูบร้าที่มาจากเชียงใหม่ ก็บอกว่ามีอาการเหนื่อยสุดๆ จะอ้วกตอนมาทะเลสาบนี้

เวลาผ่านไป แสงแดดก็ออกมาเรื่อยๆ ผมดีใจเหมือนได้เกิดใหม่ แสงแดดดดดด ผมคิดถึงแสงแดด ผมคิดถึงความร้อนที่เมืองไทย ผมไม่ไหวแล้วกับความหนาวแบบติดลบสิบที่ไม่มีอะไรช่วยทำให้อุ่นเลย ผ้าห่มสามผืนที่เค้าให้มา ไม่สามารถบรรเทาความหนาวได้สักเท่าไหร่

ผมใช้เวลากับการถ่ายภาพยามเช้านานมาก นานจนพี่ทั้งสองหนีไปทานข้าวเช้ากันก่อน ผมก็ยังถ่ายภาพไม่เสร็จ จนพี่อีกคนเดินมาตามบอกว่า บักสน ไปกินข้าวได้แล้ว!! 555

ที่แห่งนี้แม้จะเดินทางไกล แต่มันก็คือคุ้มค่ากับเวลาที่ยอมมาจริงๆครับ แค่วิวรายทางมันก็สวยบาดใจแล้ว ยิ่งมาเจอวิวยามเช้าที่อาทิตย์ทอแสงใส่ภูเขาหิมะ โอย ใจละลาย

เห้อ ไม่รู้จะบรรยายยังไงคับ เอาเป็นว่า มันสวย สวย สวย ครับ

เพื่อนผมที่เคยมาเลห์บอกว่า ตอนเพื่อนมา หิมะตกหนัก ฝนตกหนัก มองไม่เห็นอะไรเลย ผมถือว่าโชคดีมาก ที่ไปถึงแล้วหิมะตกแค่คืนเดียว

ตรงนี้เราจะเห็นว่าหิมะกองกันเต็มเลยคับ หิมะนี่พอมันเย็นตัว มันลื่นนะคับ เดินต้องระวัง แล้วก็เตรียมรองเท้าดีๆมานะครับ พยายามอย่าใช้มือหรือเท้าสัมผัสกับหิมะโดยตรง เพราะเสี่ยงกับการถูกหิมะกัด อันตรายคับ หิมะสำหรับผม มันสวย แต่มันไม่โรแมนติก เพราะมันทรมาน

สวยทุกจุด ถ้าฟ้าเปิดนะครับ ถ่ายไปเหอะ ถ่ายออกมาถ้ามันไม่เบลอ ยังไงก็สวย

จากนั้นยามสายหน่อย พวกเราก็ล้อหมุนครับ เริ่มออกเดินทางกลับเลห์ บายๆนะครับ ทะเลสาบที่แสนทรหดเมื่อคืนนี้ ครั้งเดียวในชีวิตพอแล้วจ้า

อย่างที่บอกครับว่าพอยิ่งสาย แดดยิ่งออก ยิ่งเห็นวิวชัด ก็ยิ่งเจอแต่วิวสวยๆ มันสวยแบบ อ้ากกกก อยากขนกลับบ้าน 55

เจอฝูงจามรีด้วยครับ

มันสวยขนาดที่ว่าคนท้องถิ่นเองก็ยังอยากได้รูปครับ น้องปุนซุกถามผมว่า พี่ครับ ถ่ายรูปให้ผมหน่อยได้ไหม ผมก็ได้สิน้อง มาๆ เดี๋ยวถ่ายให้ น้องก็ยืนแอคท่าตามประสาวัยรุ่น

นี่แหละคับ โฉมหน้าของปุนซุก ผู้ดูแลเราตลอดการเดินทาง นิสัยดีมากครับ

ผมอยากจะบอกทุกคนว่า สิ่งที่ผมถ่ายมา มันไม่ได้ครึ่งหนึ่งของที่ตาเห็น เรื่องเล่าระหว่างการเดินทางมันเพียงแค่ย่อสั้นๆ แต่การได้ไปสัมผัสจริง เราจะได้ทั้งรูปรสกลิ่นเสียง มันดีงามมากจริงๆครับ วิวแบบนี้ที่ผมว่ามันสวยประดุจดั่งสวรรค์สรรค์สร้าง

วันเดินทางกลับถึงเลห์ ผมรู้สึกดีมากๆ วันนี้ผมจะได้อาบน้ำร้อนแล้ว แต่เนื่องจากวันก่อนที่ผมบอกว่าหิมะตกหนัก ทำให้เส้นทางปิด จึงทำให้นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนแพลน โรงแรม Padma Guesthouse ห้องเลยเต็มหมด เจ้าของโรงแรมก็เลยให้พวกเราพักที่ Alpine Hotel แทนคับ ซึ่งก็ดีเหมือนกัน จบไปกับกิจกรรมวันนี้ครับ


DAY 07 KHARDUNG LA PASS – NUBRA VALLEY

ผมตื่นแต่เช้า แล้วรีบทำธุระส่วนตัว วันนี้เราต้องเดินทางไปยัง Nubra Vallery ครับ กัมโป้บอกผมว่า การเดินทางจากเลห์ไปนูบร้า จะผ่านเส้นทางที่รถสามารถวิ่งผ่านได้ที่สูงที่สุดในโลกด้วย นั่นก็คือ Khadung La Pass ที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง 5,600 เมตรเลยทีเดียวครับ ทริปนี้ขึ้นสูงเข้าไปอีก

วันนี้เราออกเดินทางกันแต่เช้าอีกแล้วครับ และไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่น่าสนใจมากๆ ช่วงที่เริ่มออกจากเมืองเลห์ ผมมองย้อนกลับไปเห็นตัวเมืองที่ถูกรายล้อมด้วยภูเขาอันไร้ต้นไม้ ก็ดูสวยมาก เลยเก็บภาพถ่ายมาฝากอีก

วันนี้รถของเราพากันไล่ระดับไต่เขาขึ้นไปเรื่อยๆ ถนนเส้นนี้แคบมากครับ ผมนับถือคนขับรถนะ ที่สามารถขับสวนกันได้ ถ้าไม่ชำนาญจริงนี่ตกลงไป ได้ค่าประกันชีวิตให้คนข้างหลังแน่นอน เพราะมันสูงมาก

เราใกล้ชิดกับหิมะแบบแทบจะเอื้อมมือไปหยิบก็ได้เลยครับ แล้วลองคิดตามผมดูนะครับ มันเป็นเหมือนกำแพงหิมะที่สูงมาก อยู่ข้างๆตลอดเส้นทางนี้ แล้วยามที่หิมะปะทะกับแสงแดด มันก็ส่องแสงระยิบระยับ ผมเห็นแล้ว โอ้โห มันสวยอีกแล้วครับ ประหนึ่งว่าเป็นเส้นทางที่โรยด้วยอัญมณี ผมพยามถ่ายภาพก็แล้ว อัดวีดีโอก็แล้ว แต่มันก็ไม่ค่อยเห็นแสงระยิบระยับดั่งตาเห็น ยามนั้น ผมนึกถึงดินแดนแห่งเทพนิยาย โลกการ์ตูนของดีสนีย์เลยหละครับ

หิมะหนามากครับ ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ เห็นแบบนี้มันก็ดูสวยนะครับ แต่เชื่อเหอะ ความจริงแล้ว มันไม่อภิรมย์เท่าไหร่ คือมันหนาวไงครับ ผมว่าหนาววันสองวันยังพอทน แต่ถ้าต้องอยู่หนาวๆแบบนี้เป็นอาทิตย์ เป็นเดือนๆ ผมไม่เอา ทรมานเกินครับ

ระหว่างทาง เราก็ลงไปถ่ายภาพกันเป็นจุดๆครับ วันนี้มีเพื่อนร่วมเส้นทางค่อนข้างเยอะเลย

หลายๆคนก็ลงไปเล่นหิมะบนเขากันครับ แลดูสนุกสนานดี แต่ผมได้แต่นั่งมองในรถ ผมว่าผมเห็นหิมะมาเยอะแล้ว และผมก็ไม่อยากจะไปสัมผัสหิมะให้มากนัก มันหนาวมือ แต่ผมก็มีความสุขนะครับ มองคนเล่นหิมะ หัวเราะให้กัน แล้วเราก็รู้สึกดีร่วมไปกับเค้า

เห็นสภาพถนนแล้ว นับถือคนที่มาสร้างเลย สภาพมันดีมากเลยนะคับ ไม่น่าเชื่อว่าสูงขนาดนี้จะสามารถทำได้ บ้านเราเป็นพื้นราบ แต่ยังเป็นลูกรังอยู่เลย ฮะๆๆๆ

นั่งชมวิวหิมะสีขาวๆ ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสีน้ำเงินเข้มให้อิ่มกันไปเลย

และแล้วเราก็มาถึงตรง Khardung La ครับ จุดที่สูงที่สุดของเส้นทางนี้ คือ 5,600 เมตรเลยครับ ข้างบนอากาศเบาบางมาก พี่ผมบอกว่า สัมผัสได้เลยว่าหายใจลำบากกว่าปกติ และหิมะก็หนาสุดๆ หนาวสุดๆ เดินขึ้นไปนี่เท้าจมหิมะเกือบครึ่งเข่าครับ

ตอนผมอยู่ที่นี่ เจอผู้หญิงไทยคนหนึ่งด้วยครับ เค้าเดินไปได้แค่สามสี่ก้าว ก็บอกว่า หนูไม่ไหวแล้ว เหนื่อยมาก หายใจไม่ทัน เลยพยายามจะลงมา ผมกับพี่ๆก็ช่วยพยุงน้องเค้าลงมายังจุดจอดรถด้านล่างครับ ตรงนี้อากาศเบาบางมากจริงๆ ถ้าไม่ไหว อย่าฝืนครับ ชีวิตเรามีค่ามากกว่าการไปเก็บภาพถ่ายสวยๆอวดเพื่อน บางคนดื้อ แล้วร่างกายรับไม่ไหว อาการหนักมาก ที่นี่ไม่มีโรงพยาบาลนะครับ ลองคิดดูว่า แค่หาบ้านคนยังยาก อย่าถามหาโรงพยาบาลเลย ทริปนี้เป็นทริปต้องมีสติกับตัวเองเยอะๆครับ

ด้านบนเต็มไปด้วยธงมนต์ครับ นักท่องเที่ยวก็ถ่ายภาพกันสนุกสนานอีกแล้ว

ช่วงที่ผมไปผมว่า นักท่องเที่ยวไม่ค่อยพลุกพล่านนะครับ

มองไปเห็นแต่ภูเขาหิมะสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว

ระหว่างนั่งรถมาเที่ยวเส้นทางนี้ ผมเห็น Biker เยอะมากครับ เห็นแล้ว ผมสะท้านทรวงแทน มันหนาวมากนะ ขนาดผมนั่งสบายๆ มีคนขับรถให้ มีฮีทเตอร์ในรถ ยังรู้สึกว่ามันทรมานเลย แล้วนี่อะไร นั่งขับมอเตอร์ไซต์ขึ้นเขาบนที่สูง แล้วระยะทางไกลแบบนี้ จิตใจทำด้วยอะไร ยอมครับ

ตอนที่ผมอยู่ตรงแถวนี้ มันจะมีป้ายให้ถ่ายภาพร่วมด้วยครับ อารมณ์ถ่ายภาพกับป้ายที่เป็นหลักฐานว่านี่สูงที่สุดแล้วนะ ทำนองนี้ ซึ่งพวกเรานักท่องเที่ยวก็ต่อคิวกันครับ และระหว่างที่เรากำลังต่อคิวกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า

“Excuse me Excuse me”

พวกเราก็หันไปดู ก็เป็นผู้หญิงใส่ชุดหนัง เป็นชุดที่บ่งบอกว่ามาเที่ยวแบบขี่มอไซต์มากันครับ เธอพยายามบอกให้พวกเราหลบหน่อย เธอจะถ่ายรูปครับ ดูแล้วน่าจะมากับแฟน ปากเธอก็พูดแต่ว่าให้คนหลีกทางให้เธอหน่อย เธอรีบไป เธอจะถ่ายรูป

ซึ่งผมมองว่าเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทมากครับ พวกเรามาต่อคิวกัน ใครมาก่อนได้ก่อน มาหลังก็รอ แต่เธอคนนี้เพิ่งมา แล้วก็มาส่งเสียงให้คนหลีกทาง เพื่อเธอจะได้ถ่ายภาพ โดยอ้างว่า เธอรีบ มันคือการแสดงออกที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ บ่งบอกว่าเวลาของเธอสำคัญกว่าคนอื่นอย่างนั้นหรือ? แล้วรีบเพื่อถ่ายภาพนี่ไม่ได้เร่งด่วน เหมือนรีบเพื่อที่จะรีบไปโรงพยาบาล มันคนละเคส มันคนละเรื่องกับความเห็นใจในความรีบครับ และแน่นอนครับว่า ไม่มีใครสนใจเธอ เธอก็เดินหน้างอกลับรถมอเตอร์ไซต์ของเธอ

จริงๆแล้ว Nubra Valley มันห่างจากเลห์แค่ราว 160 km เท่านั้นเองครับ แต่ด้วยความที่ว่ามันตั้งอยู่คนละฝั่งของหุบเขา ดังนั้นทำให้การเดินทางใช้เวลาเยอะมาก คือเกือบหกชั่วโมง พอเราผ่านจุด Khardung La Pass แล้ว เราก็เริ่มลดระดับความสูงครับ ที่นี่ต่ำกว่า Leh ด้วย พอหมดเขตหิมะ เราก็จะเห็นวีวเรียกเสียงกรีดร้อง ดั่งภาพครับ แม่น้ำสีสวยมาก อย่างกะภาพวาด

ขอภาพตัวเองบ้าง ผมส่งเสียงอ้อนวอน

“เฮียยย ถ่ายภาพให้ผมหน่อย” ฮ่าๆๆ

สวยแบบส้วยสวย เราก็ใช้เวลาถ่ายภาพกันตรงนี้นานอีกแล้วครับ วิ่งไปถ่ายตรงนั้น วิ่งมาถ่ายตรงนี้ บางจุดก็รอคิวกัน บรรดาคนที่โพสท่าเก่งสุด ผมต้องยกให้นักท่องเที่ยวจีนครับ ไม่รู้ไปสรรหาท่าแอคมาจากไหน แถวนี้คือวิวดีมาก แต่ถ้าสังเกตหน่อย จะเห็นว่ามีขยะอยู่ตามซอกหินครับ เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่คนทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง

สวยงามประดุจภาพวาด ธรรมชาติคือจิตกรคนเก่ง มีพื้นโลกเป็นผืนผ้าใบ สายน้ำคือสีสันที่แต่งแต้มลงไป อาห์ ฟิน ฟิน ฟินนน

ถัดจากนั้นก็เจอฝูงลาครับ น่ารักมาก ลาตัวหนึ่งเดินมาหาผมด้วย เหมือนน้องหมาเลย ชอบๆ ผมเพิ่งเคยได้ใกล้ชิดลาเป็นครั้งแรกก็ตอนนี้แหละคับ น้องมายืนนิ่งๆ เหมือนมาขอความเมตตา ผมหวังว่า มันคงไม่ร้องว่า “MONEY” เหมือนคุณยายที่วัดวันก่อนๆนะครับ

จากที่ผมสังเกตมาหลายๆทริปแล้วนะคับ อาจจะจริงไม่จริงก็ได้ อันนี้คือที่ผมคิด ผมเห็นว่าบรรดาผู้นำทางศาสนา นี่รวยมากกกกกก รวยแบบ ร้วยรวย  ต่างจากศาสนิกชนทั่วไปมากๆ อย่างที่เลห์ คนเลห์ก็ดูจ้นจน แต่นักบวชที่นี่ โอ้โห ขับรถคันละเป็นล้าน

ย้ำว่า “พระขับรถ คันละเป็นล้าน” ไม่ใช่แค่คันเดียวนะจ้ะ ตอนผมไป พระมากันเป็นสิบๆรูป แต่ละรูปก็ขับรถกันมาเองจ้า แพงกว่ารถนำเที่ยวผมอีก 555

ที่ไทยก็คล้ายๆกันนะ เจ้าอาวาสร้วยรวย 555

ผ่านไปสักพัก วิวทิวทรรศก็เปลี่ยนเป็นเขตทะเลทรายครับ บ่งบอกว่าเรามาใกล้ถึงจุดหมายปลายทางสำหรับวันนี้แล้ว พี่ผมก็ดีใจมาก เพราะทริปนี้พี่อยากมาดูอูฐ มาดูทะเลทราย เป็นจุดหมายหลักของพี่ผมเลยแหละ ผมจอดถ่ายรูปตรงนี้ก่อน ซึ่งคิดถูกมาก เพราะมันดีงาม ฮ่าๆ

เช่นเคยครับ เวิ้งว้าง ไร้ผู้คน มีแค่พวกเราเท่านั้น นานๆจะเห็นรถผ่านมาสักคัน

ทริปนี้ผมแนะนำเลยครับว่า ให้ดื่มด่ำความสุขระหว่างทางให้เต็มที่ เจอตรงไหนที่คิดว่าสวย อยากถ่ายรูปก็บอกคนขับให้จอดเลยครับ มันดีจริงๆ ดีกว่าจุดหมายปลายทางเสียอีก จะได้ไม่เสียใจภายหลังครับ

แล้วน้องปุนซุกก็พาเรามาวัด Diskit Monastery ครับ วัดนนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในหุบเขาแห่งนี้ มีรูปปั้นพระศรีอริยเมตไตรยที่ใหญ่มาก สูง 32 เมตรเลยครับ โดดเด่นจริงๆ

นี่ครับ องค์พระ สูงมากๆ และสีสันก็สไตล์ทิเบตครับ สีแรงจัดจ้านสุดๆ

ระหว่างทางเดินขึ้นวัดก็จะเห็นคนงานแบกก้อนหินไปซ่อมแซมวัดด้วย เหนื่อยแทนครับ  วัดนี้แนะนำให้มานะคับ เราจะได้เห็นวิวหุบเขาแบบสุดลูกหูลูกตา ถ่ายภาพยามเย็นๆก็สวยดีนะ

จากนั้นก็ได้ไปยังจุดหมายที่เราอยากจะเห็นกันแล้วครับ ทะเลทรายกว้างใหญ่ กับอูฐ ไหนๆมันเป็นแบบไหนนะ ยิ่งใหญ่ดั่งภาพหรือเปล่า

พอไปเห็นของจริง โอ้โหหหหหห

ไม่ว้าวเลยจ้าาาาาาาาาาาาา

ถามว่ามันสวยไหม มันก็สวยแหละ แต่ไม่ได้สวยแบบต้องถึงกับต้องหอบร่างหอบกายหยาบมาให้ได้ขนาดนั้น ผมว่าทะเลทรายที่เวียดนามดูมีเสน่ห์กว่าอีก ดูเป็นทะเลทรายกว่าด้วย ที่นี่มันสวยเรื่องภูเขา แต่ทรายหยาบ เหมือนทรายก่อสร้างอ่ะ สีก็ไม่สวย มีแต่ขี้อูฐ แล้วไม่ได้เป็นทรายแบบเนินทรายสุดลูกหูลูกตานะครับ แบบมีทรายไปสักพัก กั้นด้วยป่าต้นเบอร์รี่ มันไม่อลังเหมือนที่คาดหวัง

ทั้งสามคนเรา ผิดหวังมาก อะไรกัน พี่ผมถึงกับร้องว่า อะไรเนี่ย มีแค่นี้เองเหรอ

ผมเดินไปกับน้องปุนซุก น้องถามผมว่าทำไมดูไม่ค่อยตื่นเต้นละ ผมก็ตอบตรงๆว่า

“It’s not beautiful as I expected” 

ตอนนั้นผมเห็นคนอินเดียที่ไปเที่ยวและยืนอยู่แถวนั้น หันมามองหน้าผมพรึ่บ ผมก็บอกว่า ก็ใช่ไง มันไม่ได้สวยสำหรับผมไง ผมเคยเห็นที่มันสวยกว่านี้ อันนี้มันเหมือนทรายก่อสร้างเลยอ่ะ ผมไม่หลอกความรู้สึกตัวเองหรอกนะ อะไรสวยผมก็ว่าสวย ไม่สวยก็คือไม่สวย ซึ่งมันคือไม่สวยสำหรับผม ไม่ได้หมายความว่าไม่สวยสำหรับคนอื่น ทุกอย่างที่ผมแสดงออก มันคือความรู้สึกของผมเอง โอเคร๊????

ปุนซุกหัวเราะ แล้วก็บอกผมว่า ผมก็คิดแบบนั้นแหละ 5555

แต่สิ่งที่สวยพอบรรเทาความผิดหวังของผมได้ก็คือ ยามที่แสงสีทองปะทะกับภูเขาเบื้องหน้าครับ อันนี้ผมชอบ แต่ทะเลทรายเหรอ เหอะๆ อยากหัวเราะเป็นภาษาสวาฮีลี

มาดูเรื่องอูฐกันบ้าง มันเป็นอะไรที่ตลกมากกก คนต่อคิวยาวเหยียด แล้วก็มีคาราวานอูฐมารอรับเหมือนอารมณ์มารอคิววินอ่ะคับ แบบนั้นเลย แล้วเค้าก็จะพาเรานั่งวนไป แล้วก็มาส่งที่เดิน แล้วก็รับคนใหม่ นี่มันวินอูฐ ชัดๆ

ผมเห็นแล้ว ก็ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากนั่ง ไม่สวย ไม่โอ ไม่อยากทำอะไร เดินเล่นถ่ายภาพดีกว่า

ระหว่างนั่งถ่ายภาพอยู่ ก็เจอพี่ผู้หญิงชาวไทย มาเที่ยวเลห์คนเดียวด้วยครับ พี่เค้ามาจากเชียงใหม่ บอกว่ามาเที่ยวคนเดียว เพราะเพื่อนไม่ว่าง ถ้ามัวแต่รอเพื่อนก็คงไม่ได้มา เรานั่งคุยกันนานมาก พี่เค้าพูดคำเมือง ผมก็พูดคำเมืองกลับ พี่เค้าแปลกใจ ถามว่า

“ปี้เป็นคนเจียงใหม่ ตั๋วเป็นคนตี้ไหน ทำไมอู้กำเมืองได้”

ผมหัวเราะ แล้วก็บอกว่า มาจากศรีสะเกษครับ แต่เผอิญสมัยเรียนจุฬาฯ เพื่อนสนิทเป็นคนเหนือ เลยแอบจำๆมา

คาราวานวินอูฐ เดินผ่านเราไป ส่ายก้นดิ้กๆ ด้วยความที่ไม่ได้สนใจจะขี่ เลยไม่รู้ราคานะครับ

จากนั้นเราก็ไปหาอะไรทานกันครับ น้องปุนซุกบอกว่าที่โรงแรมมีอาหารนะ แต่ไม่เอา พวกเราคิดว่าอาหารที่โรงแรมเดี๋ยวก็มีแต่มังสวิรัตอีก ผมเองเบื่ออาหารมังมากๆ ไม่ชอบ มันไม่อร่อย รสชาติแปลกๆ และผมเกลียดเครื่องเทศที่เค้าใส่ในอาหารอินเดียที่ผมทานมาก มันแหวะๆ อยู่นี่ผมทานอาหารได้น้อยมาก ไม่จอยกับการกิน ผมบอกน้องว่าพาไปกินเนื้อหน่อย อยากกินอาหารประเภทเนื้อ นอ้งก็พาไปร้านที่น่าจะดูดีในย่านนั้น ก็เห็นเมนู Crispy Chicken ครับ ราคาแพงมาก คือ 500 รูปี แต่ก็อยากกิน สั่งมาเลย

สรุปเป็น “หนังไก่ชุปแป้งทอดผสมเครื่องเทศอินเดีย”

ผมอยากจะกรีดร้องงงงงงง กินได้สองสามคำ ถึงกับปลงกับชีวิตเลยครับ

คิดถึงส้มตำ คิดถึงไก่ย่าง คิดถึงปลาเผา คิดถึงอาหารไทยจังเลย


DAY 08 PANGONG LAKE – MARMOT HIMALAYAS – MARTIAN VIEW – HEAVEN ON EARTH

ผมอยู่อินเดียมาอาทิตย์นึงแล้วหรือเนี่ย วันนี้เราจะเดินทางจาก Nubra ไปยัง Pangong Lake ครับ ซึ่งทะเลสาบนี้โด่งดังจากเรื่อง 3 idiots

ระยะทางจาก Nubra ไป Pangong Lake น่าจะราว 200 กว่ากิโลเมตรครับ ใช้เวลากันนานเหมือนกันกว่าจะไปถึง แต่ก็อีกแล้วครับ วิวระหว่างทางสวยวัวตายควายล้ม

วิวตรงนี้แปลกตาดีครับ มันแห้งจนดินแตก แต่ถัดไปคือสายน้ำลำธารกว้างใหญ่ งง กับวิวที่นี่จริงๆ

นี่ครับ เดินมานิดเดียวจากดินแตกๆอย่างกะภาคอีสาน ก็กลายเป็นเหมือนหนองน้ำสีฟ้า สวยมากๆ น้ำส่องแสงระยิบระยับเลย

ระหว่างทางของการไปปันกอง บอกเลยครับว่า มันคือดาวอังคาร บวกกับ สวรรค์ ครับ วิวสวยงามอลังการมาก อย่างตรงนี้ผมเห็นสายน้ำสีฟ้า ที่ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ก็จอดสิครับ รออะไร น้องปุนซุกก็อยู่กับเรานาน ก็เริ่มคุ้นเคย ก็บอกว่า Photo Photo แล้ววิ่งไปเข้าเฟรม ให้ถ่ายภาพให้หน่อย อ้าว จัดไป

สีน้ำสุดๆจริงๆครับ น้ำก็เย็นสุดๆด้วย

ตรงนี้ไม่มีคนมาถ่ายรูปด้วย ฮิๆ สบายเราครับ เลือกมุมกันตามใจชอบเลยจ้า

จากนั้นก็เจอวิวแบบทุ่งหญ้าแบบนี้ครับ น้องปุนซุกจอดรถแล้วบอกว่า

“แมมมอธ” ผมได้ยินแบบนี้จริงๆ

ก็งงสิครับ แมมมอธอะไร น้องก็ชี้ๆ บอกว่า แมมมอธ แมมมอธธธธ โน่น หนะ แมมมอธ

ผมมองไม่เห็นอะไรเลย เลยจอดรถเดินไปดู

โอ้ มาย ก้อดดดดดด มันคือกระรอกดินครับ ตัวอ้วน กลม น่ารัก น่ากอด น่าเอ็นดูมาก จริงๆมันคือ Marmot ครับ แต่ด้วยความผมไม่รู้จักมาก่อน เลยได้ยินน้องบอกว่าแมมมอธ กระรอกแห่งขุนเขาหิมาลัย น้องไม่กลัวคนเลย เดินมาหา แล้วก็ยืนนิ่งๆเป็นนายแบบ

มาชมสัตว์ป่าพวกนี้ ห้ามให้อาหาร ห้ามจับนะครับ อย่าเห็นว่ามันน่ารัก แล้วจะเลี้ยงดูปูเสื่อ ไม่ดีครับ อย่างตัวนี้ผมมาอ่านเจอ ก็บอกว่าหมอให้เลี่ยงการสัมผัส เพราะอาจจะเป็นตัวนำเชื้อกาฬโรคมาสู่คนได้ ตอนผมอยู่นั่นก็เห็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเอาขนมมาให้มันกินด้วยคับ ทั้งๆที่ป้ายก็เขียนบอกว่า ห้ามให้อาหาร สักพักก็มีคนมาดึงขนมแล้วขว้างทิ้งเลย พร้อมกับส่งเสียงดังใส่ชายคนนั้น

นายแบบประจำหิมาลัยชัดๆ ใครๆต่างก็รุมถ่ายรูป

น้องๆอาศัยอยู่ในรูครับ บางทีก็พาร่างอ้วนๆวิ่งจากหลุมนั้น ไปหลุมโน้น

พวกเราทั้งสามประทับใจน้องมาร์ม็อตมากๆ พอถ่ายภาพกันนานมากแล้วก็ออกเดินทางต่อคับ วิวรายทางเริ่มพาเราเข้าสู่ดาวอังคาร

ฟ้าวันนี้ก็ฟ้าแบบไร้เมฆ ให้ความรู้สึกอยู่นอกโลกเข้าไปอีก ถ่ายภาพจากบนรถกันเพลินเลยครับ ทริปนี้ใช้เม็มเปลืองมาก

หันถ่ายภาพซ้ายที ขวาที เลือกไม่ถูกเลยครับว่าจะเก็บภาพตรงไหน มันดีไปหมด

ตลอดเส้นทางเราจะเห็นป้ายคำคมเขียนเป็นระยะๆ และก็แทบจะไม่ค่อยเห็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนเลย นานๆจะมีรถตามกันมาบ้าง ผมนึกถึงหนังเรื่อง Martian ที่พระเอกถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวในดาวอังคาร ฉากที่ผมเห็นในเลห์ตอนนี้ มันชวนให้นึกถึงหนังเรื่องนี้ที่สุดเลยครับ

แลนด์สเคปที่คุ้มค่ากับการเหนื่อยยาก ทริปนี้คุ้มแล้วจริงๆครับ

ถนนก็คดเคี้ยวไปมา ชวนให้เมารถอีกแล้วครับผม ฮ่าๆๆๆ

และแล้วเราก็มาถึงแล้วจ้า Pangong Lake ทะเลสาบอันยิ่งใหญ่และโด่งดัง น้ำใสมากกก วิวก็สวยมาก แต่ก็ไม่ได้ว้าวมากนะครับ คือก็ว้าวแหละ แต่ไม่มาก แต่ถามว่าแนะนำไหม มาเหอะ ต้องมา ผมเคยเห็นทะเลสาบเยอะ เลยมีข้อเปรียบเทียบเยอะครับ เพราะสำหรับผม น้ำที่สวยที่สุดในชีวิตที่เคยเห็นคือน้ำที่จิ่วไจ้โกวครับ ดังนั้น ถ้าผมไม่ว้าวก็ไม่ต้องเอาผมเป็นบรรทัดฐานมากนะครับ

ตอนแรกเราแพลนกันว่า จะมานอนกันที่นี่ครับ แต่พอมาเห็นแล้ว มันเหมือนอิ่มอ่ะคับ อิ่มกับวิวที่ถูกสาดใส่พวกเราอย่างไม่ยั้งมือ วิวที่รายทางสวยซะจนเหมือนแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ประกอบกับไปเจอความหนาวเหน็บที่ Tsomoriri แบบไม่มีฮีทเตอร์ และกัมโป้ก็บอกว่า ที่นี่หนาวกว่าอีก และไม่มีฮีทเตอร์เช่นกัน ผมเลยแพลนว่า แค่มาเห็น ถ่ายภาพกัน แล้วก็กลับไปนอนเลห์ดีกว่า

วิวครับผม จริงๆมันก็สวยแหละ ผมให้ใครดูก็บอกว่าสวย สวยมาก สวยที่สุด แต่ก็อย่างที่บอกครับว่า ผมเห็นเยอะหลายที่เลยอดเปรียบเทียบไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ

ทะเลสาบใหญ่มาก เราสามารถขับรถหาจุดถ่ายภาพที่ไม่มีคนพลุกพล่านได้สบายๆครับ

เราใช้เวลากับที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็อิ่มกันจริงจังแล้วครับ ก็เลยคุยกันว่า งั้นกลับกันเถอะ เดี๋ยวจะถึงเลห์ดึกไป ถนนแถวนี้ยิ่งดูแล้วน่าอันตรายหากต้องขับรถตอนกลางคืน

เราก็ผ่านเส้นทางดาวอังคารกันอีกรอบครับ

ยอดเขาบนดาวอังคารครับ ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆทั้งสิ้น สวยมาก แต่ให้มาอยู๋นานๆ ผมคงเป็นโรคซึมเศร้าตาย 55

ทริปนี้ผมลงทุนซื้อขาตั้งกล้องใหม่เลยนะ แต่ถามว่าได้ใช้ไหม ไม่ได้แกะจากซองเลยจ้า เหนื่อย เพลีย ถ่ายตามมีตามเกิดไปแทน เพราะวิวมันสวยอยู่แล้ว ถ่ายยังไงก็สวยอ่ะ

จากนั้นก็เห็นวิวนี้ครับ โอ้วววววว สวยมากกกกกก ทุ่งหญ้าสีแดงส้ม กว้างใหญ่ไพศาล มีลำธารใสไหลเย็น ตัดผ่าน ผมรีบบอกน้อง จอดรถๆๆ แล้ววิ่งไปถ่ายรูปครับ

ถ้าเปรียบเทียบว่าวิวของเลห์ คืออาหาร ผมก็เหมือนคนที่ถูกป้อนอาหารแบบไม่ยั้ง จนจะสำลักอาหารเหล่านั้นออกมา มันเยอะ มันยิ่งใหญ่ มันไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ได้แต่บอกว่า สวย สวย สวยยยย

ตอนผมลงภาพนี้ มีหลายคนถามผมว่า เห็นโพสต์ๆว่า หนาว ทำไมใส่เสื้อฮูดแบบนี้ จะทนหนาวได้หรือ? ต้องบอกเลยครับว่า เสื้อตัวนี้ออกแบบมาดีมากครับ เห็นบางๆ แต่ข้างในมันเป็นปุยๆอ่ะคับ ผมใช้ที่เนปาล และที่หนาวมาราว -5 องศา ก็อยู่ได้สบายครับ ข้างในผมใส่แค่เสื้อยืดบางๆตัวนึง ถ้าใครใส่ Heat Tech ด้วยน่าจะทนหนาวได้มากกว่านี้ แต่นี่คือทนได้ในกรณีเดินเที่ยวนะคับ ตอนกลางคืนมันหนาวเพราะเราไม่ได้ขยับร่างกายไง  เสื้อตัวนี้ผมซื้อจาก UNIQLO ครับ ราคา 1,490 มั้ง จำไม่ได้ จริงๆผมมีเสื้อขนเป็ดนะ แต่มันเทอะทะไปเลยไม่ได้เอาไปด้วยครับ ส่วนกางเกงก็ซื้อจาก UNIQLO เหมือนกันคับ มันบาง แต่ข้างในมันเป็นเนื้อผ้าคล้ายๆสำลีอ่ะคับ อุ่นมาก เช่นกันผมก็ไม่ได้ใส่ heat tech หรือลองจอนซ้อนนะคับ ใ่แค่กางเกงบอกเซอร์ แล้วก็สวมตัวนี้ทับคับ คือมันสบายมาก ไม่หนาเทอะทะด้วย ถ้า UNIQLO มาอ่านเจอ ขอค่าแนะนำด้วยนะครับ 555

เดินทางมาจนจะจบทริปแล้ว สังเกตกันไหมครับว่า ทำไมผมต้องใส่หน้ากาก กันฝุ่นหรือ? จริงๆแล้วไม่ใช่ครับ ผมใส่เพื่อ “กันแดด” คือแดดที่นี่แรงมาก แรงจนบริเวณหน้าผมที่ไม่มีหน้ากากครอบ มันแสบไปหมดเลยครับ แสบแบบพี่ผมก็ยังทักว่า หน้ายูแดงมาก เห็นแดดเปรี้ยงแบบนี้อากาศหลักเดียวนะจ๊ะ อย่าทำเป็นเล่นไป

ด้วยความผมก็แสบหน้ามาก พอถึงเลห์ ก็ต้องเอาเจลว่านหางจรเข้มาทาเพื่อลดอาการแสบครับ ไปทริปนี้ เตรียมแว่นกันแดด ครีมกันแดด โลชั่นกันผิวแห้ง ลิปบาล์ม กันให้พร้อมนะคับ จริงๆจะไปซื้อแบรนด์ Himalaya ที่นั่นก็ได้ ราคาถูกมาก ผมก็ซื้อเอาที่นั่นคับ เคยเจอตอนไปจีน โลชั่นไทย ใช้ไม่ได้ผลจ้า เจอหนาวของจริง ผิวแห้งแตกลายงา ปากเลือดไหลซิป ต้องใช้ครีมบ้านเค้าทาถึงจะชุ่มชื้น

ถัดจากทุ่งหญ้าตะกี้ ก็เป็นทุ่งหญ้าแบบนี้ครับ ว้อทท สวยอีกแล้ว มันเป็นปุ่มๆ ทำไมแลนด์สเคปมันแปลกตาได้ขนาดนี้ ก็ถ่ายรูปสิครับ รออะไร

มีความสุขมากๆเลยครับ ประทับใจมาก

จากนั้นก็ผ่านเส้นทาง Chang La Pass เส้นทางที่สูงเป็นอันดับสองครับ แต่เราผ่านเส้นทางสูงอันดับหนึ่งมาแล้ว นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากลูกเมียน้อย เราก็ไม่ได้สนใจมาก แค่ถ่ายภาพพอเป็นพิธีครับ ใช้เวลาสองสามนาทีก็พอแล้ว ฮิๆ

วันนี้ต้องบอกเลยครับว่า อิ่มหนำสำราญกับการชมวิวมากๆ ทริปนี้เพอร์เฟ็คมากเรื่องวิวสวยๆครับ


DAY 09 Thiksey Monastery – Shey Palace – Stok Palace

วันนี้คือวันเที่ยวเต็มวัน วันสุดท้ายของพวกเราที่เลห์ครับ เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ ชมวัดวา เป็นคนดีไรงี้ครับ

วัดที่เราไปเยี่ยมชม เป็นวัดที่เหมือนวัดที่แชงกรีล่าในจีนมากๆ ชื่อว่า Thiksey ครับ

เห็นไหมครับ เหมือนวัดซงซานหลิน ที่จีนมากจริงๆ สวยด้วย วัดติกเซย์ Thiksey Monastery เป็นวัดของนิกายหมวดเหลืองอายุ 600-700 ปี ที่นี่ประดิษฐานพระศรีอริยะเมตไตรขนาดใหญ่ พระพุทธเจ้าในอนาคตตามความเชื่อของพุทธธิเบต ด้านบนพอเราขึ้นไปแล้วจะเห็นวิวสวยๆของเมืองเลห์ครับ

วิวถ่ายจากบนวัดครับ

ด้านในวัดมีภาพวาดทางศาสนาอยู่เยอะครับ

เป็นวัดที่ถ้ามีเวลาเหลือ ต้องมาครับ สวย มีงานโบราณเยอะ

รูปปั้นพระที่นี่ก็จะแนวทิเบตครับ คือดูน่ากลัว ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่

และไฮไลท์ของวัดนี้อยู่ตรงนี้ครับ รูปปั้นอันยิ่งใหญ่ของพระศรีอาริยเมตรไตรย ครับ ใหญ่มาก ที่เห็นนี่คือแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ อันนี้เป็นชั้นสอง เค้าทำโบสถ์ครอบองค์พระไว้เลย และงานประดับประดา คือสวยมากๆ

องค์พระสูง 12 เมตรครับ ใช้แรงงานคนทำ 30 คน ทำจากดินเหนียว และดินเผา ประดับด้วยทอง

จุดต่อไปคือ Shey Palace ครับ แต่พวกเราหิวข้าว และเห็นเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นไปแล้ว ไม่เอา บายๆ ไปหาไรกินดีกว่า เลยไม่ได้เข้าไปคับ

หลังทานข้าวเสร็จ ก็ไปที่ Stok Palace ครับ ที่นี่ผมว่าดีนะ เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ห้ามถ่ายรูปข้างในครับ มีของมีค่าสมัยโบราณเยอะมาก แต่การจัดแสดงไม่ชวนให้ดูเลยครับ อย่างคำอธิบายก็ปริ้นท์ใส่ A4 แบบบ้านๆ เอาเทปใสแปะหัวท้าย มันดูง่ายเกิ้น 55 ใครว่าง ผมแนะนำให้มานะ งานอายุร้อยปีขึ้นทั้งนั้นครับ

ตอนไป Stok Palace ผมก็มองเห็นวัด ที่มีรูปปั้นขนาดใหญ่ครับ เลยบอกให้น้องพาไป ก็เป็นจุดชมวิวอีกจุดครับผม ที่นี่ผมอยากกินไอติม เลยเลือกไอติมมากิน ปรากฎว่า ได้ไอติมรสเครื่องเทศ ว้อททททท เกลียดดดด เกลียดเครื่องเทศศศ จะหลอกหลอนผมไปถึงไหน กลัวแล้วพ่อจ๋าแม่จ๋า

ลวดลายของวัดนี้ครับ สวยมากเลย

องค์พระขนาดใหญ่ มองเห็นแต่ไกล

จบกิจกรรมวันนี้ที่วัดนี้แหละครับ เป็นวัดที่ฮามากเรื่องกินไอติม จำไปอีกนาน ไอติมอินเดีย!


DAY 09 Leh Palace – Local Market

วันนี้เที่ยวแค่ตอนเย็นครับ ไม่มีอะไรมาก น้องมารับเราตอนบ่ายสี่โมงเย็นครับผม

Leh Palace นั้น ยั่วยวนพวกเรามาก เพราะเรามองจากโรงแรมก็เห็นพระราชวังนี้ทุกครั้งเลยครับ วันนี้ได้เวลาไปดูซิว่ามีอะไร ค่าเข้าราว 300 รูปี แต่ถ้าบอกว่าเป็นคนไทย เหลือแค่ 25 รูปีมั้งนะ ถูกอีกแล้ว ฮิๆๆๆ

วัดนี้มีห้องหับเยอะมาก แต่ไม่มีอะไรเลยจ้า ห้องเกือบทุกห้อง โล่ง ไร้เครื่องประดับอะไร มีดีแค่ห้องเดียวคือห้องพระที่มีกวนอิมพันมือ แต่ห้ามถ่ายรูปครับ นอกนั้นก็อารมณ์ขึ้นมาถ่ายภาพเลห์ มุมสูง แนะนำว่า ถ้ามาควรมาวันแรกๆ จะได้ไม่เฟลมากเหมือนพวกผม มาดูอะไรเนี่ย ว้อททท ถ้าต้องจ่าย 300 รูปี นี้คือโกรธอ่ะ ฮ่าๆ

คนส่วนใหญ่น่าจะมาเก็บภาพยามเย็นกันที่นี่กระมังครับ แต่อย่างที่บอกไปว่าทริปนี้ อิ่มวิวมากแล้ว อิ่มสุดๆ วันนี้เลยไม่ได้ว้าวอะไรมาก

น้องบอกว่าไป Shanti Stupa นะ ผมมองไปแล้ว บอกว่าไม่ต้องไป ไกล ไปวัดนี้ใกล้ๆดีกว่า แต่พอไปถึงก็ขี้เกียจเดินขึ้นครับ ทริปนี้วันหลังๆมันเพลียร่างอ่ะคับ อาหารก็กินได้น้อย เลยไม่ค่อยอยากใช้แรง ถ่ายภาพข้างล่างเอา แล้วบอกน้องว่าพาไปส่งตลาดโลคอลที่ขับรถผ่านมาหน่อย อยากไปดูวิถีชีวิตชาวบ้าน

ตลาดแถวนี้เหมาะกับคนชอบถ่ายภาพแนว Street ครับ พี่ชายผมได้ภาพสวยๆกลับไปเยอะเลยทีเดียว


บทส่งท้าย บายๆ เลห์ ลาดักห์

เป็นบทความที่มหากาพย์ ยาวมากๆ ก็อย่างว่าครับ ไปหลายวันเนาะ ทริปนี้ทำให้ผมเข้าใจคำว่า เรื่องเล่าระหว่างทาง และความประทับใจระหว่างทางมากขึ้นกว่าเดิม ทริปที่ผมรักวิว รักผู้คนเลห์ มากๆ แต่ก็เกลียดอากาศหนาว เกลียดเครื่องเทศที่ไม่อร่อย เกลียดการเมารถ เป็นทริปที่ชอบนะ แต่ให้มาอีก ก็คงไม่อยากมา เพราะใช้ร่างเปลืองมาก เหมือนแต้มบุญที่มี เอามาใช้ที่นี่เกือบหมด

ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ผมจะบ่นบ้างอะไรบ้าง แต่ผมก็อยากเชียร์ให้ทุกคนได้มาสัมผัสกับตัวเองสักครั้ง มันดีมากครับ แต่เพราะมันลำบากไง การมาที่นี่จึงต้องเตรียมตัวหน่อย ผ้าหนาๆ อาหารไทย อะไรพกมาได้ก็เอามาเหอะ มันช่วยได้จริงๆ

สุดท้ายนี้ ต้องขอบคุณพี่ๆทั้งสองท่าน ที่ร่วมออกเดินทางไปผจญภัย ไปใช้กายหยาบทรมานร่วมกัน มันยิ่งทำให้ตระหนักมากขึ้นว่า เพื่อนร่วมทริปนั้นสำคัญขนาดไหน ขอบคุณสำหรับการดูแลกันและกัน แบ่งมาม่าอันเลิศรสให้ผมทานคลายหิว

ขอบคุณกัมโป้ ที่ประสานงานให้ คอยจัดเตรียมรถสำหรับใช้ในการเดินทาง ที่พักที่เลิศเลอมากๆ แม้ๆจะไม่มีฮีทเตอร์ก็ตามที แต่ก็เข้าใจได้ เพราะไม่มีที่ไหนเปิดฮีทเตอร์เลยในช่วงเวลาที่ผมไป ขอบคุณน้องปุนซุก ที่ขับรถให้เราอย่างปลอดภัย ขอบคุณน้องโกซิก เด็กเสิร์ฟในโรงแรมที่บริการพวกเราเป็นอย่างดี

อินเดียครั้งแรก เป็นอะไรที่ครบทุกรสชาติจริงๆครับ

และนี่คือเรื่องเล่าอีกบทหนึ่ง ในไทม์ไลน์ชีวิตของผม ที่ผมอยากจะมาแบ่งปันทุกคนครับ

หากใครกำลังจะไปเที่ยวเลห์ แล้วต้องการข้อมูล สอบถามผมได้เลย จะทางนี้ หรือทางแฟนเพจเฟสบุคก็ได้ ยินดีช่วยเหลือเรื่องข้อมูลครับผม

ขอบคุณที่ติดตามอ่านการเดินทางของผม แล้วเจอกันใหม่ทริปต่อไปครับ