My Journey

แบกเป้ย่าติง แชงกรีล่า สวรรค์บนเส้นขอบฟ้าที่อยากให้มาเห็น

สวัสดีครับผม กลับมาอ่านบันทึกการเดินทางของผมอีกครั้งนะครับ ปีนี้เที่ยวเยอะมาก เยอะจนเขียนรีวิวไม่ทัน มีหลายทริปดองไว้ก่อน ฮ่าๆ ยังไงก็อย่าลืมกันก่อนนะครับ จะพยายามเรียบเรียงเรื่องราวการเดินทางมาฝากกันครับผม และผมขอเอาทริปนี้มาแทรกก่อน เพราะเพิ่งจะจบทริปไปหมาดๆ

รอบนี้ผมไป​ 3 มณฑล​ 4 เมืองหลัก​ ได้แก่ แชงกรีล่า​ ย่าติง​ ลี่เจียง และหมู่บ้านชาวต้งครับ

ผมออกเดินทางไปกับน้องชายสองคน ​ แล้วชะตานำพาไปเจอรุ่นพี่ไป ฮันนีมูนกับอาซ้อที่แชงกรีล่า ก็เลยตะล่อมให้ไปผจญภัย​ด้วยกันที่ย่าติง​และเมืองที่เหลือ เลยกลายเป็นทริปสี่คนแบบบังเอิญ​ครับ มาดูแผนการกันก่อน เผื่อใครจะนำไปประยุกต์กับแพลนตัวเองครับ

การเดินทางระหว่างทริป

  • บินไปลงคุณหมิง
  • บินไปลงลี่เจียง
  • นั่งแทกซี่จากสนามบินลี่เจียงไปสถานีรถบัส​ ราคา​ 110 หยวน​ (คิดตามมิเตอร์)
  • นั่งรถบัสไปแชงกรีล่าเพื่อปรับสภาพร่างกาย​ 68​ หยวน
  • โรงแรมที่ผมพัก เค้ามีรถรับส่งฟรี​ เขามารับที่สถานีรถบัสแชงกรีล่าเลยครับ
  • เรียกรถเที่ยว Napa Lake ราคา​ 40​ หยวน​ คนขับเป็นคนท้องถิ่น​ นิสัยดีมากครับ​ เดี๋ยวให้คอนแทคไป​ ประทับใจไม่แพ้ลุงคนขับรถจากโรงแรมครับ
  • เรียกรถไปเที่ยวภูเขา Shika​ ราคา​ 60​ หยวน​
  • ซื้อทัวร์​ไปย่าติงจาก​ รร.​ คนละ​ 2000 หยวน​ สำหรับ​ 3 คืน​ 4 วัน​ รวมทุกอย่างยกเว้นค่าอาหารกลางวันและค่ารถบัสตอนเส้นเทรคยาว
  • นั่งรถแชร์แทกซี่​มาลี่เจียง​ คนละ​ 100 หยวน​ ส่งถึงโรงแรมในลี่เจียง
  • บินจากลี่เจียงไปกุ้ยหยาง
  • นั่งรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินไปยังสถานี Congjiang
  • นั่งแทกซี่จากสถานีรถไฟ Congjiang​ ไป​หมู่บ้าน Zhaoxing Dong​ คันละ​ 50​ หยวน​ หมู่บ้านอยู่ไม่ไกล​ 20​ นาทีถึงครับ
  • ตอนไปหมู่บ้านถังอัน​ นั่งรถบัสไป​ ไปกลับ​ 20​ หยวน​ ครับ
  • นั่งแทกซี่จาก Zhaoxing ไปสถานีรถไฟ​ 50​หยวน​ ให้​ รร​ หารถให้ครับ
  • นั่งรถไฟกลับสถานีรถไฟคุณหมิง
  • นั่งแทกซี่จากสถานีรถไฟคุณหมิงไปสนามบิน​ 250​ หยวน​ จริงๆแนะนำว่านั่งรถไฟใต้ดินได้นะครับ​ ประหยัดกว่าเยอะมาก​ แต่ตอนนั้นขี้เกียจครับ​ 55​ อยากนั่งยาว
  • บินกลับไทย

โรงแรมที่พัก

  • แชงกรีล่าพักที่​ Home away from home. ดีมากยกเว้นห้องน้ำกระจก​ หักคะแนนจุดเดียวครับ​ นอกนั้นคือประทับใจมาก
  • ย่าติง​ คืนแรกพักใน riwa​ เป็น​ โรงแรมที่ทัวร์​เตรียมให้​ ชื่อว่า Totem boutique hotel อยู่ชั้นสามไม่มีลิฟท์
  • ย่าติง​ 2 คืนที่เหลือ​ พักในอุทยาน​ โรงแรม​ ดีมากกกก​ ลงตรงจุดจอดรถบัสหมายเลข​ 2 โรงแรม​อยู่ตรงนั้นเลยครับ​ ชื่อว่า​ Blanche Hotel
  • ลี่เจียงพักที่ Elegant home inn ดีมากเหมือนกันครับ​ อยู่นอกเขตเมืองเก่า แต่นอกเขตคือแค่ข้ามถนนเองครับ ผมว่าดีนะไม่พลุกพล่าน
  • หมู่บ้านใน Zhaoxing​ dong​ พักที่ Zhaoxing​ W​ lodge

ค่าใช้จ่ายหารต่อคน​ 14​ วัน​ รวมทุกสิ่งอย่างตั้งแต่วีซ่ายันค่ากิน​ 28,000​ บาท

ทริปนี้ผมออกเดินทางวันที่ 2-16 พฤศจิกายนะครับ เพราะว่าเป็นช่วงที่ว่างและวางแผนแล้วว่าใบไม้ยังคงเปลี่ยนสีอยู่ ประกอบกับน้องชายอยากเห็นหิมะ ก็เลยจัดทริปไปครับ และด้วยความที่ยูนนานผมไปครั้งนี้คือรอบที่เจ็ด ผมก็เลยหาโปรแกรมแทรกนอกเหนือจากย่าติง ก็คือผมอยากไปมณฑลกุ้ยโจวด้วยครับ อยากไปเยือนหมู่บ้านชาวต้งที่ใหญ่ที่สุดในจีน สำหรับแพลนการเที่ยวผมเขียนไว้ท้ายบทความนะครับ หรือคลิกที่นี่เพื่อไปอ่านแพลนการเดินทางทริปนี้ได้เลยครับ

อย่างที่บอกไปครับว่าทริปนี้ผมมายูนนานรอบที่เจ็ด แชงกรีล่าก็แบบมาแล้วมาอีก แต่สำหรับน้องชายผม การได้มาแชงเป็นรอบที่สองครับ ผมมองว่าแชงกรีล่าเป็นเหมืองที่เสน่ห์นะครับ ผมมาหลายรอบ หลายฤดูกาล มันก็สวยไปคนละแบบ รอบก่อนเจอนกหายาก ก็ตื่นเต้นแล้ว รอบนี้แชงกรีล่าก็มีใบไม้เปลี่ยนสี มีภูเขาหิมะให้เชยชม ก็ฟินเหมือนกัน

หลังจากที่บินมาถึงคุณหมิง ผมก็ใช้วิธีการนั่งเครื่องบินมาลงที่ลี่เจียง แล้วนั่งรถบัสต่อมาแชงกรีล่า ด้วยเหตุผลคืออยากจะให้ร่างกายปรับตัวตามความสูงครับ ไม่อยากประมาท ทริปเดินทางที่ต้องไปที่สูงๆผมเคยเจอคนแพ้ที่สูงมาแล้ว ขนลุกขนพองมากๆ แม้กระทั่งทริปนี้ ก็มีคนแพ้ความสูงที่ไปไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้น เราจึงเน้นปลอดภัยไว้ก่อนครับ

พอถึงที่แชงกรีล่า ราวบ่ายสาม ผมก็เหมารถแถวนั้นให้พาไปที่ทะเลสาบนาพาไห่ครับ คนขับรถเป็นชาวทิเบต ชื่อว่า จ้านจู๋ นิสัยดีมาก จริงๆคนท้องถิ่นนี่นิสัยดีกันหมดเลยนะครับจากที่เจอ

ทะเลสาบแห่งนี้ หลายคนที่มาก็อาจจะมองว่าไม่มีอะไร แต่ผมกลับมองว่ามันมีอะไรเยอะเลยครับ ถ้าคนที่ชอบถ่ายรูปนะ มุมถ่ายรูปสวยๆเพียบเลย อย่างคราวนี้ก็เจอหญ้าแดง จามรี ฝูงม้า

ทิวทัศน์รอบๆมีเสน่ห์มากครับ เบื้องหลังเป็นภูเขาหิมะสูงใหญ่ มีต้นสนที่กำลังเปลี่ยนสีแซมอยู่ให้เห็น ช่วงผมมาใบไม้เปลี่ยนสีร่วงไปเยอะแล้วนะครับ แต่นี่ขนาดร่วงไปเยอะก็ยังสวยอยู่เลย

ตอนที่ผมมาถึงแชงกรีล่าก็มาเจอรุ่นพี่แบบบังเอิญครับ พี่เค้ามาฮันนีมูนกัน เราก็เลยไปเที่ยวด้วยกันซะเลย นั่งรถหารกันสี่คนยิ่งสบายกระเป๋าไปอีกครับ

น้องชายผมชอบม้ามากๆ ก็ถ่ายภาพกับม้าเพลินเลยครับ ที่นี่มีบริการให้ขี่ม้าเดินเลาะๆด้วย ราคา 100 หยวนครับ น้องชายผมก็ใช้บริการแค่สิบนาทีเอง เพราะต้องการแค่ขี่เพื่อถ่ายรูป คนจูงม้าถึงกับงง แล้วถามเพื่อให้แน่ใจว่า พวกคุณจะไม่ขี่ต่อจริงๆหรือ?

ทริปนี้เป็นทริปที่ผมมาเพื่อน้องชาย หน้าที่พี่อย่างเราก็คือคอยถ่ายภาพเก็บความทรงจำให้น้องครับ มีภาพตัวเองตลอดทริปไม่ถึงร้อยรูป ส่วนภาพน้องชายหรือครับ เป็นพันรูปจ้า ฮ่าๆๆ เอาให้อัพเฟสได้ยันลูกบวช

พี่ทั้งสองท่านที่ได้ร่วมทริปกันจนจบทริปครับ ขอบคุณอีกครั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าการเดินทางครั้งนี้ครับ ตอนนั้นพี่ชายบอกว่า เดี๋ยวสนเจอแฟนพี่ จะต้องถูกชะตากันมาก เพราะนิสัยชอบเที่ยวรอบโลกเหมือนกัน แล้วก็จริงดั่งว่าครับ พวกเราเป็นเพื่อนร่วมทางที่เข้ากันได้ดีมาก ฮากันตลอดทริป วันนี้เราก็มาเที่ยวแค่ตรงทะเลสาบครับ เป็นทะเลสาบที่ไม่มีน้ำ ฮ่าๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวภูเขา Shika Snow Mountain ครับ วิวสวยมากเลย


Shika Snow Mountain

วันต่อมา พวกเราก็นัดหมายคนขับรถของเราเมื่อวานนี้ว่า เราจะไปเที่ยวที่ภูเขา Shika เค้าคิดเท่าไหร่ เค้าก็บอกว่าคิด 60 หยวนนะ ไปรับไปส่ง เดี๋ยวไปถึงแล้วก็เที่ยวเสร็จก็ค่อยส่ง WeChat บอกเค้าละกันเค้าจะกลับไปรับ พวกผมก็โอเค ออกเดินทางกันช่วงบ่ายครับ ทริปนี้เราไม่ได้เร่งรีบ เน้นชิลๆ พักผ่อนชีวิต เก็บแรงไว้ไปย่าติง

ต้องบอกเลยครับว่า วิวช่วงที่ผมมานั้น สวยมากกกก คือใบไม้เปลี่ยนสีด้วย ร่วงไปแล้วด้วย รวมๆแล้วคือสวยมาก ตลอดทางที่ขึ้นไปยังภูเขา คือวิวเรียกเสียงฮือฮาสุดๆ มันเหมือนเราไปยุโรปด้วยซ้ำ วิวยุโรปในราคาสบายกระเป๋า อาซ้อร้องว่า โห ไม่นึกมาก่อนว่าจีนจะวิวสวยขนาดนี้

ภูเขานี้ เราจะต้องนั่ง Cable Car ขึ้นไปครับ และมันสูงมาก เราต้องเตรียม Oxygen กระป๋องไปด้วยนะครับ พวกผมไปซื้อที่อุทยาน ราคาโหดมาก 68 หยวนแหนะครับ ซื้อที่เมืองเก่า ราคาถูกกว่ากันครึ่งนึงเลย วันนั้นดันลืมซื้อติดตัว อยากเขกกะโหลกตัวเองมากๆ

เมื่อขึ้นกระเช้า เราจะได้ลงตรงจุดแรกก่อน ตรงนี้ก็สวยมากก หิมะไม่เยอะ แต่วิวของใบไม้เอย ต้นไม้เอย ดอกไม้ป่าเอย คืออลังการสุดๆ พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นานเกินไป จนเจ้าหน้าที่มาเตือนว่า รีบขึ้นไปข้างบนเดี๋ยวเค้าจะปิดก่อน เพราะกลัวลมจะแรง

ดูสิครับ วิวแบบนี้เลยครับทุกคนนน มันดีต่อใจเสียเหลือเกิน ต้นสนภูเขาพากันเปลี่ยนสี ถ้าใครมาช่วงปลายตุลาคม น่าจะอร่ามมลั่งเมลื่องมากกว่านี้แน่นอนครับ ขนาด พย. ยังขนาดนี้ เพื่อนผมที่แชงกรีล่าบอกว่านี่คือมันเริ่มโรยแล้วด้วย

ต้นไม้ที่เรียงตัวกัน สีสันหลากหลาย เป็นดั่งภาพวาดที่ธรรมชาติบรรเลงลงบนผืนผ้าใบต่อหน้าต่อตาเรา

เที่ยวจุดแรกกันแล้ว ก็พากันนั่งกระเช้าต่อขึ้นไปยังยอดเขาครับ วิวระหว่างนั้นก็งดงามดั่งภาพเลยครับ สีส้มๆเหลืองๆ อร่ามตา หยิบกล้องมาเก็บภาพกันรัวๆ

ยิ่งใกล้ถึงยอดเขา วิวก็จะเปลี่ยนไปเป็นหิมะตัดกับทิวเขาครับ พวกเราสามคนได้แต่ร้อง ว้าวๆ หันไปรอบทิศ เพราะมันสวยจนไม่รู้จะโฟกัสตรงไหน ข้างหน้าก็กรีส ข้างหลังก็อลังการ ซ้ายก็สวยเวอร์ ขวาก็สุดบรรยาย เลยพากันหมุนไปหมุนมา ขนาดผมมาหลายรอบแล้วนะครับ ก็ยั่งตื่นเต้นประหนึ่งมาครั้งแรก ฮ่าๆ

ทริปนี้ผมถ่ายภาพเยอะมาก นั่งคัดรูปก็เหนือ่ยเหมือนกันครับ สรุป สุ่มเอาว่าจะเอาภาพไหนมาเล่าแทน ฮ่าๆ

ด้านบนภูเขาหิมะเยอะนะครับ อาจจะไม่เยอะเหมือนตอนเดือนมีนาคมที่ผมไปมา แต่บางพื้นที่หิมะก็สูงได้เรื่องเลย ถ่ายภาพได้หลายจุดครับ น้องชายผมผู้ชื่นชอบหิมะก็ตื่นเต้นดีใจ วิ่งไปเป็นนายแบบทันที รอบนี้ผมเตรียมตัวมาดี ไม่ลืมเหมือนรอบก่อน เลยทนหนาวได้สบายครับ

หิมะสูงและหนามาก น้องชายก็ไปขอคลุกคลีเอาให้สมใจอยาก เพราะบ้านเราไม่มี จัดไปเลยน้องรัก เดี๋ยวพี่ถ่ายภาพให้

โดยส่วนตัว ผมไม่ชอบความหนาวนะครับ มันทรมาน ผิวแห้ง ปากแตก แต่ก็เหมือนดวงชะตาจะผูกพันกับความหนาวครับ ทริปจีนส่วนใหญ่เจอแต่อากาศหนาว วันที่เราไปเขานี้ คนน้อยมาก เหมือนเราเหมาภูเขาไว้แค่พวกเราสี่คน ถ่ายมุมไหนก็เพลินครับ (จริงๆอาจจะเป็นเพราะไปเย็นแล้วก็ได้ คนกลับหมด ฮ่าๆ)

จำโมเมนต์ตอนน้องเจอหิมะครั้งแรกได้เลยครับ ตอนนั้นหิมะตกโปรยปราย น้องชายผมรีบถามว่า พี่สน นี่คือหิมะใช่ไหม ผมบอกว่าใช่แล้ว น้องรีบบอก พี่ถ่ายรูปผมให้หน่อย ถ่ายให้ติดหิมะนะ ผมก็แบบ จะถ่ายไงวะ หิมะตกเท่าฉี่มด

วิวมันสวยจนไม่รู้จะเล่ายังไงครับ ภูเขาเยอะมาก มันรายล้อมเมืองทั้งเมืองเลยครับ ครั้งนี้เราสี่คนไม่มีใครแพ้ที่สูงด้วย ยิ่งสบาย เดินกันตัวปลิว

ภูเขานี่ยิ่งใหญ่มากครับ ทางเดินก็ยาวมาก เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มาแชงกรีล่าแล้วผมว่าไม่ควรพลาดครับ มันสวยจริงๆ สวย สวย สวยยย

เที่ยวกันด้านบนเขาจนอิ่มแล้ว เราก็นั่งกระเช้าลงมาข้างล่างครับ วิวระหว่างทางก็สวยอีกแล้ว ฮ่าๆ

เรียกได้ว่า มากี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อครับ ปีหน้ารถไฟความเร็วสูงจะเสร็จตอนปลายปีด้วยนะครับ วิ่งมาถึงแชงกรีล่าเลย ใครที่บินลงคุณหมิงแล้วอยากจะปรับสภาพร่างกาย หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงเที่ยวเมืองต้าหลี่ ลี่เจียง แชงกรีล่า ก็สามารถทำได้สบายเลย

วันนี้พวกเรามีความสุขกันมากครับ ถ่ายภาพกันเพลิน การได้ออกเดินทางท่องเที่ยวดูโลกกว้างนี่ทำให้ได้ชาร์จพลังชีวิตมากเลยครับ บรรยากาศของภูเขา Shika เพิ่มเติมไว้ไปติดตามในแฟนเพจผม Buksohn ได้นะครับ เอาลงในบล็อกเยอะเดี๋ยวมันยาวมาก เพราะยังมีต่ออีก ฮ่าๆ


Go to “Daocheng Yading”

คืนวันนั้น เราสี่คนคุยกันว่าจะเดินทางไปย่าติงอย่างไรดี มีสองทางคือ หนึ่ง เช่ารถไปกลับอย่างเดียว เค้าคิด 2,800 หยวน สำหรับเส้นทางเก่าไปกลับเส้นเดียวกัน และ 3,000 หยวนสำหรับเส้นทางใหม่วิ่งเป็นวงกลม ไปกลับคนละเส้นทาง กับอย่างที่สองคือซื้อทัวร์จากโรงแรมไปเลย คนละ 2,000 หยวน เค้าจัดการให้เสร็จสรรพ รถรับส่ง อาหารเช้า เย็น ค่าตั๋ว ที่พัก ออกซิเจน

ผมนั่งคิดๆดูแล้ว ก็มองว่าราคาทัวร์แพงกว่านิดหน่อย ถือว่าซื้อความสบายละกัน ก็เลยเลือกซื้อทัวร์กับโรงแรมครับ ซึ่งทัวร์นั้นก็มีแค่พวกเรานี่แหละครับ

เราออกเดินทางกันแต่เช้า วันนี้คนขับรถเป็นคุณลุงชื่อว่า หวู่ เกอ (Wu Ge) เป็นพี่ชายของเจ้าของโรงแรมครับ ผมเคยให้คุณลุงพาเที่ยวแชงตอนรอบก่อน ครั้งนี้เจอกัน ก็ทักทายกันอย่างสนิทสนม ลุงบอกว่า พวกเอ็งหนะ ชอบถ่ายรูป วิวระหว่างทางสวยมาก รับรองถ่ายรูปเยอะแน่ๆ

และก็จริงดั่งลุงบอกครับ มันสวยเหลือเกินพ่อจ๋าแม่จ๋า แค่ทางไปยังอลังการขนาดนี้แล้ว เราจอดถ่ายรูปกันถี่มาก เจอตรงไหนสวยก็บอกคุณลุงว่า ลุง จอดๆ จนลุงไม่ต้องรอให้บอก ตรงไหนลุงคิดว่าสวย ลุงจอดให้เองเลยครับ ฮ่าๆ รักลุง

เส้นทางไปย่าติงตัวนี้ เป็นเส้นทางเปิดใหม่นะครับ ถนนเลยอาจจะไม่ดีมาก แต่วิวกินขาด ให้อภัยครับ ใครมาปีหน้า ผมว่าเขาคงทำเสร็จแล้ว เพราะจีนพัฒนาเร็วจนกว่ากลัว

ความสุขไม่ได้อยู่แค่จุดหมายปลายทาง มันอยู่ระหว่างทางด้วย คำพูดนี้เป็นจริงเสมอสำหรับผม

คือริวระหว่างทางมันสวย สวยจนคุณลุงเองก็ตื่นเต้นไปกับพวกเราครับ ลุงเองก็มาบอกพวกผมว่า ถ่ายรูปให้ลุงด้วย เดี๋ยวจะได้ส่งให้ภรรยาดู  เอาจริงๆ ตอนหลังคือลุงมาเป็นนายแบบเยอะเลยครับ ถือว่าดีนะครับ สนุกทั้งคนไปเที่ยว ทั้งคนท้องถิ่น

ตรงจุดนี้พวกเราก็ถ่ายภาพกันยกใหญ่ครับ ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีและยังไม่ร่วงด้วย ถือว่าเป็นจุดแรกที่สีสันหลากหลาย เพราะที่ผ่านมา ในแชงกรีล่าส่วนมากจะเป็นต้นไม้ใบสีเหลืองเสียหมด ตรงนี้มีทั้งแดง เหลือง ส้ม เขียว ยิ่งมีสายน้ำแบบนี้ เราก็เบิกบานกันถ้วนหน้าครับ

ตอนที่พวกผมไปนั้น ถนนเส้นนี้คนไม่พลุกพล่านเลยครับ นานๆจะเห็นรถสวนมาที เราก็ถ่ายภาพกันสบายใจเฉิบ

จากนั้นคุณลุงก็พาเราแวะหมู่บ้านชาวทิเบตครับ ตอนนั้นผมก็งงๆ คุณลุงจะไปไหน ลุงบอกว่า เดี๋ยวพาไปสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ของคนในหมู่บ้านนี้ มาๆ มาดูเร็ว ไม่เคยพาใครมานะเนี่ย แล้วแกก็เดินดุ่ยๆ ขึ้นเขานำหน้าพวกเราไป

เดินขึ้นเขารายทางก็จะมีธงมนต์เต็มไปหมดครับ ตามสไตล์ชาวบ้านที่นับถือพุทธนิกายแถบนี้ แล้วเราก็มาถึงครับ สระน้ำที่ว่า เป็นสระที่ไม่ใหญ่มากครับ คุณลุงใช้คำว่า Hai แปลว่าทะเลสาบ จริง ๆแล้วมันห่างจากคำว่าทะเลหลายเติบครับ ฮ่าๆ

ยิ่งเข้าใกล้ย่าติงมาเท่าไหร่ วิวก็ยิ่งอลังการมากขึ้นเรื่อยๆ เราได้แต่จอดลงถ่ายรูปถี่มาก คนอื่นใช้เวลาหกชั่วโมง เราใช้สิบชั่วโมงครับ โชคดีที่คุณลุงแกก็เพลินด้วย เลยไปด้วยกันได้

ภูเขาเบื้องหน้า เราคุยกันว่า มันเหมือนเรามาเที่ยวประเทศแถบยุโรปเลยเนาะ ดูสิ ภูเขาเหมือนใกล้แค่เอื้อมมือ

ลุงบอกว่า ยังมีจุดแวะถ่ายรูปอีกนะ ไปกันเร๊ววววว พอถึงแล้ว ลุงก็วิ่งไปคนแรก พร้อมชี้มาที่ตัวเอง ส่งสัญญาณว่า ถ่ายรูปให้ลุงสิ ฮ่าๆ

เราเห็นฝูงจามรีบนเขาด้วยครับ แน่นอนผมก็บอกลุงว่า “จอดดดด” ลุงก็หัวเราะ อ้าว จอดก็จอด

เป็นการเดินทาง 10 ชั่วโมงที่เพลินมากครับ วิวข้างทางสวยโฮก สมคำร่ำลือ นี่ขนาดข้างทางยังขนาดนี้ แล้วข้างในอุทยานจะเป็นยังไงนะ ผมชักตื่นเต้นแล้วสิ วันนี้เรานอนค้างที่โรงแรม The totem Boutique ที่ทางทัวร์จัดหาให้ อยู่ในหมู่บ้าน Riwa ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะไปเจอกันแล้วนะ “ย่าติง” จ๋า


“มาแล้วนะ YADING”

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ผมก็เก็บข้าวของมารอทานข้าวเช้าที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ คุณลุงเองก็มารอรับเรา และก็รอทานข้าวเหมือนกัน แต่นั่งคนละโต๊ะ เมื่อพนักงานเอาอาหารมาเสิร์ฟ เราตักอาหารใส่ถ้วยแบ่งกัน ระหว่างนั้น คุณลุงเดินมาหาที่โต๊ะผม แล้วบอกผมว่า

“เอาถ้วยเอ็งมานี่ซิ”

ผมยื่นถ้วยให้ แกรีบแบ่งอาหารของแกให้ผม

ทุกคนหัวเราะ แซวว่า เธอนี่ลูกรักลุงจริงๆ มาสี่คนลุงแบ่งข้าวให้แค่คนเดียว คืออะไรกัน

จากนั้นเราก็ทานข้าวกัน จนอิ่ม  ลุงเดินมาที่โต๊ะผม แล้วชี้ที่ผมบอกว่า

“ทำไมยังดูเหมือนกินไม่อิ่ม ดูเหมือนคนยังหิวอยู่เลย”

แค่นั้นแหละครับ ทั้งวงฮาก้ากกกกกก

ผมไม่ได้หิว  ผมแค่ผอมมมม โอ้ยนอคุณลุ๊งงงงงงง

เสร็จแล้วเราก็นั่งรถลุงไปยังจุดซื้อตั๋วเข้าอุทยาน ประมาณ 20 นาทีครับ ตรงนี้ก็จะเป็นทางเข้าไปข้างในแล้ว เราจะพักโรงแรมในอุทยานกันครับ ลุงบอกว่า นั่งรถบัสเข้าอุทยานไปแล้ว ลงที่จุดจอดรถหมายเลข 2 นะ โรงแรมอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าลืมนะ ผมก็ตอบว่า ครับๆ ไม่ลืมๆ ลุงแกมองหน้า สักพัก แกก็ลากกระเป๋าเราเข้าไปในอุทยานตรงจุดรอขึ้นรถบัสเข้าไปภายใน แล้วแกก็ขึ้นรถบัสมาด้วย

“กลัวพวกเอ็งจะไปไม่ถูก เดี๋ยวลุงไปส่ง ลุงเข้าได้ฟรี” ผมก็แบบโห คุณลุง ใจดีมาก

ระหว่างนั่งรถเราต้องคาดเข็มขัดด้วยนะครับ เพราะถนนหนทางมันคดเคี้ยวเลี้ยวลดมาก โยกไปโยกมา มีผู้โดยสารจีนคนนึงถลาลงไปองที่ประตูรถบัสครับ! ดีนะที่รถบ้านเค้ามันระบบดี ทุกคนก็ฮือฮา เกิดอะไรขึ้น ลุงหันมามองเห็นคนไปกองกับพื้นรถ แกก็รีบหยิบเข็มขัดมาคาดพุง ผมก็เลยแซวแกไป ฮ่าๆ

วิวข้างในคือสวยวัวตายความล้มลมจับเลยครับ สวยแบบไม่รู้จะพรรณายังไง อย่างกะสวิสเซอร์แลนด์ (ไม่เคยไปหรอกนะครับ แต่เห็นวิวก็คล้ายๆกัน ฮ่าๆ) ยิ่งพอมาถึงโรงแรมที่พัก โอ้โห แค่วิวที่พักก็วยขาดใจแล้วจ้า พี่ที่ไปด้วยบอกว่า “สน อยากอยู่สักอาทิตย์”

ตอนนั้นเราวางแผนกันว่าจะไปเดินเส้นเทรคระยะสั้นก่อน ตอนแรกลุงบอกว่าไประยะยาวก่อนสิ ระหว่างยังมีแรง แต่พอถึงหน้างาน เราเลือกไประยะสั้น ดีกว่าครับ ปรับสภาพ ฮ่าๆ ลุงก็บอกว่า เออ ดี ลุงไปด้วย ฮ่าๆ สรุปลุงไปเป็นเพื่อนด้วย ไปเป็นนายแบบครับ ฮ่าๆ

เอาละครับ จากนั้นเราก็ขึ้นรถบัสไปยังจุดเริ่มเดินเทรคเลย เราเลือกเดินเทรคเส้นสั้นก่อนครับ โดยในเทรคระยะสั้น เค้าจะมีทางเดินให้เราเดินประหนึ่งปูพรม เราแค่เอาชีวิตไปให้ถึงก็พอครับ มีทริคมาฝากหน่อย ตอนเดินถึงตัววัด Chongu แนะนำว่าให้เลือกเดินเส้นที่เขาทำทางเดินมีราวแล้วนะคับ อย่าไปเดินขึ้นตรงทางที่เป็นบันไดๆไม้ๆ  (มันมีสองฝั่ง) ฝั่งที่บันไดไม้ๆบ้านๆ กินพลังชีวิตมาก

วิวระหว่างทางคือที่สุดมากครับ ภูเขายิ่งใหญ่มาก ต้นสนก็เรียงตัวสวย

วัดชงกู่​ (Chonggu Monastery) เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์​หยวน​ อายุกว่า​ 700​ปี​ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานย่าติง.

คำว่าชงกู่มีความหมายว่า “อารามที่ถูกสร้างขึ้น

ตามตำนานมีการเล่าว่าอารามนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของท่านอาจารย์เกิงเย็งกัตโซ ซึ่งตอนนั้นเมื่อทราบว่าในเขต​ Rigsum Gonpo, Ngawang Lobsang Gyatso ยังไม่มีวัดวาอาราม​ องค์​ดาไลลามะที่ห้าก็ส่งอาจารย์ Gengyengatso มาควบคุมการก่อสร้างอารามแห่งนี้

แต่โชคร้ายที่งานก่อสร้างนี้กระทบต่อวิญญาณของหุบเขาแถวนี้​ ทำให้ชาวบ้านเป็นโรคเรื้อนกันถ้วนหน้า อาจารย์เกิงเย็งกัตโซจึงสวดมนต์ทั้งกลางวันและกลางคืนจนในที่สุดชาวบ้านก็ฟื้นจากโรคนั้น

อย่างไรก็ตามอาจารย์ตัวเองเสียชีวิตจากโรคเรื้อนครับ

เพื่อเป็นการรำลึกถึงอาจารย์​ ชาวบ้านก็เลยฝังร่างท่านไว้ในทุ่งหญ้าและวางหิน Marnyi (หินทิเบตที่มีการจารึกมนตราภาษาสันสกฤต​ Om mani padme hum)​ ไว้เพื่อสวดมนต์รำลึกถึง

ทุกวันนี้เสียงสวดมนต์ของลามะทั้งหลายที่สวดเพื่ออาจารย์ยังคงสะท้อนอยู่ในหมู่บ้านทุกวัน

อารามแห่งนี้เป็นเสมือนประตูสู่สรวงสวรรค์​คอยปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของ Shambhala

เมื่อเราเข้าไปในเขตเริ่มต้น​เทรคเราจะเห็นวัดเด่นมากครับ

วัดตั้งอยู่เป็นเหมือนจุดต้อนรับนักแสวงบุญให้มีจิตศรัทธา สามารถฝ่าฝันความหนาวเหน็บและความสูงเพื่อประกอบภารกิจเดินเทรคให้สำเร็จ ผมว่าอย่างกะภาพวาดเลยครับ

นี่นะครับ ทางเดินสำหรับ Trek สั้น ต้องเป็นทางแบบนี้ จะเดินขึ้นได้ง่ายกว่าครับ ถ้าทางเดินหลังผ่านวัดไปแล้ว เป็นทางเดินธรรมชาติ แสดงว่าคุณกำลังเอาชีวิตไปเหนื่อยล้าครับ อันนั้นไว้เดินลงจะดีกว่า เพราะมันกินแรงมากๆ เดินตรงนี้ชิลกว่าเยอะครับผม

เปรียบเทยบให้ดูนะครับ ถ้าตอนเดินขึ้น ผ่านวัดแล้วแวะมาตรงนี้ ทางเดินบันไดไม่ได้ปูพรมสวยๆ ให้หนีไป เอาไว้ขากลับลงมาค่อยเดินทางนี้ดีกว่าครับ ประหยัดแรง ตอนไปผมเจอสองสาวชาวไทย เดินไปหอบไป ผมก็บอกว่า เดินขึ้นทางนี้กินแรงมากครับ เพราะมันยาวมาก แนะนำให้เดินอีกฝั่งดีกว่า พอไปอีกฝั่ง สองสาวก็บอกเหมือนกันว่า เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ตอนแรกถอดใจไม่อยากไปต่อแล้ว ทางนั้นมันทรมานขามาก

เอาจริงๆ มันก็เหมือนได้เดินขึ้นสวรรค์แบบในหนังนั่นแหละครับ ของจริงมันสวยแบบสุดลูกหูลูกตา เหมือนได้มาอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งเลย ตอนเดินเส้นทางนี้ก็ไม่ได้เหนือ่ยมากนะครับ ชิลได้อยู่

พวกเราสองคนพี่น้องก็เดินไปเรื่อยๆครับ ไม่รีบร้อนมาก ส่วนพี่ๆสองคนนั้น บอกว่าไปก่อนเลย พี่หายใจไม่ทัน ไม่ต้องรอ แต่ทุกคนก็ไปถึงจุดหมายปลายทางสำหรับเทรคสั้นนะครับ เรานัดเจอกันตอนขากลับมารอรถเข้าโรงแรมแทน

ภูเขาที่เรามองเห็น สำหรับชาวทิเบตที่นี่ก็ล้วนมองว่าคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์นะครับ เขาตั้งชื่อตามชื่อพระโพธิสัตว์ด้วย สมัยก่อนชาวบ้านก็จะมาเดินจาริกแสวงบุญ ดังนั้นระหว่างทางเราก็จะเห็นมีธงมนต์ประดับอยู่ด้วย

กินลมชมวิวแบบนี้ให้อิ่มไปเลยครับ

ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ วิวก็สวยขึ้นเรื่อยๆครับ ลำธารเล็กๆไหลผ่านหน้าเรา บางจุดน้ำก็จับตัวเป็นน้ำแข็งไปแล้ว น้องชายผมก็ตื่นเต้น ไม่เคยเห็นน้ำที่เป็นน้ำแข็งแบบนี้มาก่อนในชีวิต

ตรงนี้เป็นอีกจุดที่เอาไว้ถ่ายรูปครับ แต่คิดว่าเมื่อก่อนคงมีน้ำมั้ง เพราะตอนนี้มันดูเหมือนแห้งๆ คุณลุงถามว่า เธอว่าสวยไหม? ผมก็บอกว่า สวยสิคุณลุง บ้านผมไม่มีแบบนี้ ลุงส่ายหน้า แล้วบอกว่า นี่ไม่สวยร็อก ก่อนหน้านี้สวยกว่าเยอะ เดือนที่แล้ว ต้นไม้เต็มไปหมด ตอนนี้มันแห้งแล้ว ลุงว่าไม่สวย  อ้าว ลุง ฮ่าๆ ก็ลุงอยู่ที่นี่ตลอดเนาะ เราคนมาไกลไม่เคยเห็นก็ต้องสวย . ผมแซวคุณลุงไปว่า งั้นผมไปบอกคนไทยว่าไม่ต้องมาหรอกเดือนนี้ เพราะมันไม่สวย ลุงรีบบอกว่า แหม่ มาได้ สำหรับคนไทยมันก็สวยอยู่แล้ว ฮ่าๆ

มาถึงทะเลสาบแล้วครับ  วู้ววว

ทะเลสาบไข่มุกครับ Pearl Lake น้ำสีเขียวๆสวยๆ  ด้านหลังคือยอดเขาเซียนหน่ายยื่อ (พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา) ครับ

ตอนที่เดินทางไป วางแผนไม่ดีครับ ลืมซื้อของกินไปด้วย หิวมาก แล้วข้างในไม่มีของกินขายจ้า ตอนแรกว่าจะรอชมพระอาทิตย์ตก แต่หิวมาก เลยขอเดินกลับดีกว่าครับ ไปถึงจุดสุดท้ายแล้วก็เดินวนกลับมา ก็จะเห็นสายธารน้ำแข็งแบบนี้

เจอหญ้าแปลกตาแบบนี้ ไม่รีรอที่จะเข้าไปเก็บภาพครับ การเดินทางนี้ภาพแสงแฟลร์เยอะหน่อยนะครับ ไม่ได้พก Hood ไป พออายุเยอะ ขี้เกียจพกหลาย item ครับ อยากตัวเบาๆเดินง่ายๆ กล้องไม่หนักคอ อารมณ์เลนส์ตัวเดียว เที่ยวทั่วโลก

ไปจีนแต่ละครั้ง ก็อิจฉาคนจีนนะครับ เขามีวิวสวยๆ ธรรมชาติยังสมบูรณ์อยู่มาก อยู่บ้านเรา นี่หาต้นไม้ค่อนข้างยาก อากาศก็ร้อนเหลือเกิน อยากจะสัมผัสความหนาวที ต้องบินข้ามประเทศเลยทีเดียว

ขากลับเราเดินอีกเส้นนะครับ ก็คือตรงที่เป็นบันไดไม่ได้ปูพรมนั่นแหละครับ เดินลงง่ายกว่าเดินขึ้น ระหว่างนั้นก็ถ่ายภาพแชะๆไปด้วย

ช่วงที่ผมมานั้นเป็นช่วงที่ฟ้าเปิดมาก เปิดแบบจริงจังสุดๆ อากาศดีมาก ประทับใจ

ขุนเขาที่ย่าติง  ช่วงนี้คนไทยมาย่าติงเยอะมากครับ

จากนั้นเราก็เดินทางกลับไปยังที่พัก ไปหาอาหารทานกันครับ จริงๆโรงแรมบริการอาหารเย็นด้วยครับ เพราะอยู่ในโปรแกรมทัวร์ แต่พวกเราหิวมาก เลยหาอะไรกินก่อน ก็ติดโรงแรมมีร้านค้า อาหารถูกมากจ้า ทุกอย่างขายราคาแทบจะไม่ต่างจากร้านข้างนอกเลย ผมก็จัดการซื้อบะหมี่จีนมาทานครับ ไม่รู้เพราะหิวมากหรืออย่างไร รู้สึกมื้อนั้นมันอร่อยเหลือเกิน


เส้นทาง Trek ยาว วิวสวยกว่าทะเลสาบ

วันต่อมา เราก็ไปยังเส้นทางเทรคยาวครับ นั่งรถบัสมาลงตรงจุดเริ่มต้นเดินทาง แล้วก็เดินไปยังจุดซื้อตั๋วรถไปเส้นยาวครับ ตรงนี้เราจะเดินไปก็ได้ แต่มันไกลมาก ราว 7 กิโลเมตร ผมว่าประหยัดเวลาดีกว่า ซื้อตั๋วไปกลับคนละ 80 หยวนครับ ซึ่งเราก็จะนั่งรถบัสเข้าไปอีก วิวระหว่างทาง สวยกว่าเมื่อวานอีกจ้า

เมื่อตอนเช้าไปยืนดูชาวบ้านล้มวัวด้วยครับ เลยเก็บภาพวิถีชีวิตมาหน่อย

วิธีการฆ่าวัวจามรีของเค้าก็คือ จะโยนบ่วงเชื่อกไปคล้องคอวัวแล้วทุกคนก็จะวิ่งมาช่วยกันดึงๆ เพื่อให้วัวหยุดนิ่ง จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการสังหารวัวครับ

มาต่อที่การเดินทางไปยังเส้นยาวกันดีกว่าครับ รถก็จะพาเรามายังทุ่งหญ้าลั่วหรงครับ ตรงนี้จะเป็นจุดขึ้นรถกลับไปยังที่เริ่มต้นเที่ยวเมื่อวานด้วยนะครับ รถหมด 18:00 น. ดังนั้นวางแผนกันดีๆนะ

วิวที่นี่เรียกเสียงฮือฮาให้พวกเราเป็นอย่างมากครับ เพราะมีทั้งทุ่งหญ้า ป่า เขา ลำธาร สัตว์ป่า มันครบองค์ประกอบมากๆ

อันนี้เป็นม้าของชาวบ้านที่นี่ครับ ยืนเล็มหญ้ากันอยู่ อ้อ ใครที่ไม่อยากเดินเยอะ อยากประหยัดแรงไว้ ก็มีม้าบริการนะครับ ผมได้ยินเค้าบอกว่า คนละ 300 หยวนครับ จะนั่งไปได้ 3 กิโลเมตร ส่วนที่เหลืออีก 2 กิโลเมตร ต้องเดินเองจ้า

พวกเราพร้อมจะเดินทางกันแล้วครับ ตื่นเต้นๆ

จะเห็นว่ามีคนใช้บริการม้าก็เยอะเหมือนกันนะครับ ครั้งนี้ ผมไปถึงที่หมายครบคนเดียว น้องชายผมไปถึงแค่ทะเลสาบน้ำนม ส่วนพี่อีกสองคน ไปถึงแค่ สามกิโลเมตร ไปต่อไม่ไหว พี่สองคนคุยกันว่า รู้งี้น่าจะนั่งม้าประหยัดแรงดีกว่า อย่างน้อยก็มาแล้ว

ด้วยความที่การเดินวันนี้ระยะทางจะไกลมาก ไปกลับก็สิบกิโลเมตรแล้ว ต้องวางแผนดีๆ ระหว่างทางก็จะเห็นน้ำตกเป็นน้ำแข็งด้วยครับ แสดงว่ามันหนาวมากๆ แต่ผมใส่ชุดกันหนาวและเสื้อข้างในไปหลายชั้นเลยไม่รู้สึกหนาวอะไร

น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็งครับ สวยงามแปลกตา ผมเลยถ่ายภาพมาฝาก

ที่นี่ วิวระหว่างทางสวยมากกกกก ภูเขาก็ใหญ่มาก เราเหมือนเดินเข้าใกล้ภูเขาตลอดเลย ลองดูคนสิครับ เล็กนิดเดียว แต่เล็กแบบนี้ก็ตัวการทำลายธรรมชาติเลยนะครับ ฮ่าๆ

อันนี้ไม่รู้ว่านกหรือว่าไก่นะครับ แปลกตาดี เห็นแล้วอยากกินแกงไก่ จิตใจอกุศลจริงๆ ฮ่าๆ

ผมโชคดีมากที่ไม่มีอาการแพ้ที่สูงครับ ยกเว้นเหนื่อยเพราะเดินขึ้นเขา สามกิโลเมตรแรก ไม่เท่าไหร่ครับ แต่พอสองกิโลเมตรสุดท้าย ได้แต่อุทานในใจว่า “ว้ออออออออททททททท!!” ต้องเดินปีนขึ้นแบบนี้เหรอ เป็นสองกิโลเมตรแบบชันขึ้น จะบ้าตาย

ทุ่งหญ้าลั่วหรง เวลานี้ก็เป็นสีออกส้มๆน้ำตาลๆ ครับ ใครมาช่วงหน้าฝนก็น่าจะเป็นสีเขียวขจีสดใส

ขุนเขาอยู่ข้างหน้า ผมก็เดินชิลไปเรือ่ยๆครับ ยังมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ตอนนี้ผมเดินคนเดียวแล้วครับ น้องชายถ่ายรูปเยอะ เลยนัดกันว่าค่อยเจอกันตอนตรงจุดขึ้นรถ

ระหว่างทาง เดินผ่านทะเลสาบด้วยครับ จำชื่อไม่ได้แล้ว ฮ่าๆ น้ำเริ่มเป็นน้ำแข็งหมดแล้ว

ดูทีท่าว่ายังไม่ถึงง่ายๆครับ ระหว่างทางก็เจอนักท่องเที่ยวจีนเดินไปหยุดไป เพราะหอบ บ้างก็หยิบออกซิเจนมาสูด เราเจอหน้าก็ส่งยิ้าให้กำลังใจกันไป

มีอยู่จุดหนึ่ง ผมมองเห็นนักท่องเที่ยวยืนออกันเยอะมาก อยู่ด้านบนที่ต้องปีนขึ้นไป ในใจก็คิดว่า ตรงนั้นแน่นอนทะเลสาบน้ำนม เป็นทางเดินแบบทางชัน พอเดินขึ้นไปถึง ว้อทททท เป็นแค่จุดพักจ้า ระยะทางอีกเป็นกิโล

มีฝูงสัตว์ป่ามายืนให้กำลังใจด้วยครับ เอ๊ะ หรือมันมายืนสมน้ำหน้า ฮ่าๆ

หยุดพักถ่ายรูปน้องก่อนละกันครับ มันเหนื่อยมาก

มีแอ็คท่าสู้กล้องด้วยแฮะ สงสัยคุ้นเคยกับมนุษย์ ท่านี้ชื่อว่า “กวางเหลียวหลัง”

และนั่นไง ทะเลสาบน้ำนม!! โอ้ย ในที่สุดก็เดินมาถึงซะที วิวสวยมากครับ สวยแบบสวยมาก ย้ำนะครับว่า “วิว” สวย ส่วนทะเลสาบ สำหรับผมก็ไม่ได้ว้าวอะไรมากนะครับ คืออาจจะเคยเห็นทะเลสาบที่มันสวยกว่านี้มาแล้ว แต่ภาพรวมก็คือดีงามครับ

ความสวยงามเป็นเรื่องของปัจเจก ดังนั้นที่ผมมองว่าเฉยๆ ก็ไม่ได้จะหมายความว่าคนอื่นจะว่ามันไม่สวยนะครับ ถ้าหากมีโอกาส และมีแรงพอผมก็แนะนำให้มาอยู่ดี อย่างน้อยสำหรับผม วิวรายทางก็สวยบาดใจครับ

สีสันของทะเลสาบก็ประมาณนี้ครับ ถ้าแสงออกเยอะๆ ก็น่าจะมีสีที่ชัดกว่านี้ด้วย

ผมยืนอยู่แถวนี้นานมาก ก็ไม่เห็นทีท่าว่าน้องชาย หรือพี่ๆอีกสองคนจะมาถึง ก็เลยตัดสินใจไปทะเลสาบห้าสีต่อ . ผมแนะนำว่ามาทะเลสาบน้ำนมก่อน แล้วค่อยไปห้าสีนะครับ ห้าสีทางเดินมันลำบาก และต้องเดินขึ้นเข้าอีกราว 700 เมตรจ้า ตายแป้บ

เดินขึ้นไปก็ถ่ายภาพไปครับ

เดินไปหอบไป ขอให้ทะเลสาบข้างบนสวยนะ อยากเห็นว่าห้าสีอย่างไร

ทางเดินขึ้นเขาสู่ทะเลสาบห้าสี สู้ต่อไปครับ

ยัง ยังไม่ถึงอีก เหนื่อยครับ ฮ่าๆ

ในที่สุด ก็เดินมาถึงจุดชมทะเลสาบแล้วครับ เย่ ไหนๆ ทะเลสาบห้าสีเป็นแบบไหนนะ

อืม….

อืมมมมม…..

ก็สวยแหละมั้งนะ ฮ่าๆ แต่แบบอ่านรีวิว มีคนบอกว่า มาถึงแล้วความสวยทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง สำหรับผม ไม่เลยยย ทะเลสาบไม่สวยเท่าไหร่ ฮ่าๆ

มองหันหลังไปก็เห็นทะเลสาบน้ำนมด้วยครับ นมของใครเป็นสีน้ำเงินอมเขียว? น่าจะเรียกว่าทะเลสาบมรกตมากกว่านะผมว่า ฮ่าๆ

แม้ทะเลสาาบอาจจะไม่ประทับใจมาก แต่วิวรวมๆก็เอาไปเลย 10/10

การเดินทางครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ระหว่างทางประทับใจกว่าจุดหมายปลายทางนะครับ  ผมใช้เวลาอยู่ตรงนี้สักพัก ก็เดินกลับไปยังจุดขึ้นรถ เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเลยเวลา ไม่มีรถกลับครับผม ผมมองว่าย่าติงคือดินแดนที่สวยนะ สวยมากด้วย อาจจะมีบ้างบางจุดที่เราคาดหวังมากไปเพราะเห็นรีวิวหลายๆคน แต่พอไปถึงก็เฟลนิดหน่อย แต่ถามว่ามันแย่ไหม ก็บอกเลยว่าไม่เลยสักนิดครับ เพราะอย่างอื่นในนี้มันล้วนแต่เลอค่าสุดๆ อีกอย่างการเดินทางเยอะมีข้อเสียอย่างหนึ่งคือเราจะอดเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยเห็นและเราแอบคาดหวังมากไป บางทีก็ต้องเข้าใจว่าแต่ละที่ก็มีความสวยของมัน ถึงจะเที่ยวได้สนุกขึ้นครับ

ย่าติง ก็เหมือนกับการไปเที่ยวเลห์ ลาดัก นะครับ คือมันสวย แต่อยากกลับมาอีกไหม ก็ต้องคิดหนัก เพราะการเดินทางที่นานแสนนาน และการเดินเทรคที่กินแรงไปเยอะ สำหรับผมถ้าไม่ได้มีเหตุอะไรที่แบบต้องมา ก็คงไม่ได้กลับมาอีกครับ มองว่าบนโลกนี้ยังมีอีกหลายที่ให้เราไปสัมผัสครับ แต่สักครั้งหนึ่งในชีวิตได้มาแล้วก็เรียกว่าคุ้มค่าครับ

พอผมพูดแบบนี้ ก็มีเพื่อนแซวว่า แล้วทีแชงกรีล่าทำไมไปบ่อย นั่นก็เพราะแชงกรีล่ามันไม่ได้ทรหดแบบย่าติงไงครับ มันไปเพื่อพักผ่อนได้ แต่ย่าติงมันคือทริปผจญภัย ใช้ทั้งแรงกายและแรงใจ


ลาแล้วนะ ย่าติง

ทุกคน ผมจะบอกว่าผมแพ้อากาศหนาวครับ น้ำมูกไหลตลอด แถมบางทีก็ดันมาคัดจมูกอีก เลยมีอาการไข้หน่อย รู้สึกร้อนมาก เมื่อคืนก็เลยถอดเสื้อผ้านอนท้าความหนาวไปเลย เอาซิ นอนใส่บอกเซอร์ตัวเดียวในอากาศ -2 ฮ่าๆ รอดมาได้ก็บุญแล้วนะ

เช้ามาอาการดีขึ้นครับ วันนี้เราจะกลับไปแชงกรีล่ากันแล้ว โดยผ่านอีกเส้นทางคนละทางกับตอนขามาครับ ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ตามที่ลุงบอก ซึ่งลุงก็บอกว่า ถ้าไม่แวะระหว่างทางนะ… ซึ่งแน่นอนมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่แวะ! ผมคิดในใจพร้อมส่งกระแสจิตบอกคุณลุง คุณลุงเองก็เหมือนจะยอมรับชะตากรรม

เราถามคุณลุงว่า ลุงครับ เส้นทางนี้สวยหรือเปล่า ลุงก็ตอบว่า

คนไม่เคยมาก็มองว่าสวย คนแถวนี้ก็บอกว่าเฉยๆ

แหม่ คุณลุงครับ ช่างเจรจาเสียเหลือเกิน แบบนี้ไปด้วยกันได้

ดังคาดครับ ผมว่าวิวระหว่างทางสวยมากก เจอหมู่บ้านที่บ้านทำจากดินและหินด้วยครับ ผมรีบบอกลุง

ซู่ซู่ หวอเหมินเย่าไจ้เพี่ยว!! จอ้ดดดดดดด

ดูสิครับ นี่ขนาดไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ยังมีวิวที่น่าสนใจได้ขนาดนี้

ระหว่างทียืนถ่ายภาพ ผมก็เห็นเขาเขียนว่า WC ด้วยครับ อยู่ข้างทาง เป็นห้องน้ำสาธารณะ ผมก็เลยเข้าไปใช้บริการหน่อย สภาพก็เหมือนในตำนานนั่นแหละครับ ไม่มีประตู เหมาะกับการมานั่งคุยธุรกิจกันแบบเปิดเผย

ต่อมาก็ โอ้ว มาย ก้อดดด ผ่านภูเขาที่ต้นไม้กำลังเปลี่ยนสีแบบพีคมากครับ คุณลุงนี่แหละตัวดี รีบจอดก่อนเราจะเอ่ยปากอีกครับ แล้วก็วิ่งไปถ่ายรูป วิวสวยจริงๆครับ มีต้นไม้หลากสี

รุ่นพี่และอาซ้อ ผู้มาฮันนี่มูนที่เมืองจีน

จากนั้นก็ผ่านหมู่บ้านชาวทิเบตครับ สวยยยยย คุณลุงบอกว่า เดี๋ยวพาไปถ่ายรูปนะ

นี่ครับ บอกเลยว่าเป็นหมู่บ้านที่บรรยากาศสวยมากๆ มีต้นไม่เปลี่ยนสีใบ และลำธารน้ำไหลเย็นมาก ผมไม่รู้ว่าชื่อหมู่บ้านอะไรนะครับ แต่เป็นทางผ่าน แต่ก็ต้องแวะจากถนนหลักด้วยครับ ถ้ามีเวลา อยากให้แวะถ่ายภาพกันมากๆ มันสวยจริงๆ

ผมถ่ายภาพมาฝากได้ไม่สวยเท่าครึ่งนึงแบบที่ตาเห็นหรอกนะครับ เอาเป็นว่ามันสวยจริงๆ

อยู่ตรงนี้กันราวครึ่งชั่วโมงครับ ลุงก็บอกว่ากลับกันได้แล้วลูก

สวยมากเลยครับ แวะให้ได้นะครับทุกคน ลองเอารูปชี้ให้คนขับรถดูก็ได้ ตรงนี้มันจะมีเจดีย์สามองค์ด้วยครับ

แล้วเราก็แวะหมู่บ้านตรงนี้เพื่อทานข้าวครับ อาหารทิเบต คนละ 50 หยวน ได้เยอะมาก เรากินไม่หมดครับ ที่นี่มีห้องน้ำด้วย ซึ่งแบบห้องน้ำหันหน้าหากันอ่ะ งงครับ ฮ่าๆ

ถัดจากนั้นเราก็จะผ่านภูเขาที่มีการทำเป็นเขื่อนครับ ขนาดใหญ่มาก สีน้ำก็เขียวสวยมากเหมือนกัน ตรงนี้เขาสองข้างทางขนาบสายตา ชวนให้เวียนหัว ฮ่าๆ

นี่ครับสีน้ำ ก็ตามสภาพแสง

วิวโดยรวมครับ ผมว่าสวยดีนะ  ระหว่างทางเราเจอลามะซิ่งมอไซค์ด้วยครับ โอ้โห พระท่านเป็นเด็กแวนซ์มาก

ถ่ายภาพตึกรามบ้านช่องระหว่างทางครับ

และแล้วเราก็เข้าสู่เขตแชงกรีล่า เมืองที่คุ้นเคยครับ หลังจากนั่งรถจนปวดก้นไปหมด เราแวะถ่ายภาพที่นาพาไห่อีกแล้ว

โดยส่วนตัว ชอบวิวแถวนาพาไห่นะครับ ชอบบ้าน ชอบวิวภูเขา และทุ่งหญ้าด้านหน้า

เจอฝูงแกะด้วยครับ ชอบมากกกก แสงกำลังสวยด้วย

คุณลุงถามว่า ประเทศไทยไม่มีแกะเหรอ . ผมก็บอกว่ามีครับ แต่มันไม่ได้เยอะ และใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ เลี้ยงแค่บางพื้นที่ครับ

เป็นการเดินทางที่มีความสุขและประทับใจมากครับๆ

ถ่ายรูปเพลินสุดๆ จนเจ้าของแกะเดินมา แล้วบอกว่า ถ่ายใกล้ๆได้นะ จากนั้น เค้าก็เรียกแกะให้มาหาเค้า ฮ่าๆ แต่แบบ ไม่ เราอยากได้วิถีธรรมชาติของแกะ ไม่ต้องเมคท่า แต่อธิบายไม่ถูก เจ้าของแกะผู้ใจดีก็ผิวปากแบะๆ เรียกมันมาแล้ว

แกะได้ยินเจ้าของเรียกก็รีบพากันกรูเข้ามา เลยจบกันกับการถ่ายภาพแกะครับ ฮ่าๆ

วันที่เหลือในแชงพวกเราก็เดินเล่นในเมืองเก่าเก็บภาพนิดหน่อยครับ

เจอพี่ๆคนไทยในโรงแรมด้วย เลยชวนมาเดินขึ้นไปบนวัด Baiji temple ครับ

ตบท้ายด้วยการชมวัดในยามราตรี ที่นี่ก็จัดแสงสีแบบใหม่ครับ สวยตระการตาไปอีกแบบ

และนี่แหละครับ คือบันทึกการเดินทางสู่หนึ่งในจุดหมายปลายทางฝัน ที่ทำฝันให้น้องชายเป็นจริงครับ กับการไปเดินทางสองพี่น้อง ณ ต่างแดน เราสนุกกันมาก บรรยากาศระหว่างทางคือดี เราได้มิตรใหม่ๆ เพียบ ภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างมิตรภาพเลย

ทุกครั้งที่ได้ไปเจอสิ่งใหม่ๆ อาจจะมีสมหวังบ้าง เหนือความคาดหวังบ้าง หรือแม้แต่ผิดหวังบ้าง แต่มันก็ล้วนเป็นเรื่องราวที่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต เปรียบดั่งกับชีวิตของเรานี่แหละครับ ที่ต้องเผชิญหลายๆปัจจัย เพื่อให้เราได้เติบโตมากยิ่งขึ้น การที่จะอยู่รอดในสังคม เราต้องเข้าใจวิถีแห่งโลกว่า เราไม่สามารถจะสมหวังอะไรได้ทุกอย่าง ต้องอยู่กับความจริง และเรียนรู้ที่อยู่ร่วมกับความผิดหวัง สมหวังให้ได้อย่างราบรื่น

จบจากเมืองยูนนาน เราสองคนก็จะเดินทางสู่หนึ่งในความฝันของผมครับ นั่นคือไปเที่ยวหมู่บ้านชาวต้ง ที่ชื่อว่า Zhaoxing Dong หมู่บ้านชาวต้งที่ใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งผมจะเล่าการเกินทางในอีกตอนนะครับ เพราะตอนนี้มันยาวมากจริงๆ ไว้เจอกันนะครับ บอกเลยว่า มันสวยมากกกกก


แพลนการเที่ยวในเมืองต่างๆ

Day ​1

  • บินลงคุณหมิงถึงคุณหมิงตอนตีสอง

DAY 2

  • บินต่อไปลี่เจียงตอนเช้า​ แล้วนั่งรถบัสไปแชงกรีล่า
  • ตอนบ่ายเหมารถเที่ยว Napa Lake
  • ตอนดึกเที่ยวเมืองเก่าแชงกรีล่า

DAY 3

  • เรียกรถไปภูเขา Shika

Day 4

  • เดินทางไปย่าติง​
  • พัก​ รร​ นอกอุทยาน

Day 5

  • เดินทางเข้าอุทยานย่าติง
  • เดินเทรคเส้นสั้น
  • พัก​ รร​ ในอุทยาน

Day​ 6

  • เดินเทรคยาว

Day​ 7

  • กลับแชงกรีล่า

DAY 8 – 9

  • พักผ่อนแชงกรีล่า

DAY 10 – 11

  • มาเที่ยวลี่เจียง

DAY 12-14

  • บินมากุ้ยหยาง
  • เที่ยวหมู่บ้าน Zhaoxing Dong
  • เที่ยวหมู่บ้าน Tangan Dong

DAY15

  • กลับ​ กทม