My Backpacks

ลั่วหยาง – ซีอาน ตอน 2 เมืองซีอาน

หลักจากนั้นเราอยู่ที่วัดไป๋หม่าซื่อประมาณ 2 วัน ท่านเจ้าคุณก็พาเราเที่ยวเมืองซีอาน  เดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากเมืองลั่วหยางไปถึงซีอานใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง  ซีอานเป็นเมืองใหญ่กว่าลั่วหยางมาก  มีรถไฟฟ้าใต้ดินจากรถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้าในเมือง  แต่ทุกอย่างเป็นภาษาจีนครับ  ถ้าผมเดินทางด้วยตนเองคงไม่รอดแน่ ๆ  เมืองซีอาน  หรือเมืองฉางอานเป็นเมืองเก่าแก่มาก  และเคยเป็นราชธานีของจีนหลายราชวงศ์  ( เมืองลั่วหยางก็เคยเป็นราชธานีเหมือนกันครับ  แต่เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ )  เรานั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงมาด้วยตั๋วแบบไม่มีที่นั่ง  สุดท้ายพวกเราทนเมื่อยไม่ไหวเราจึงนั่งลงกับพื้นตรงขอบหน้าต่างหล้งโบกี้ชมวิวไปตามทางเท่าที่สังเกตนั้นเมืองซีอานอากาศร้อนกว่าเมืองลั่วหยาง  และเป็นที่ลุ่มอุดมสมบูรณ์  ท้องไร่ท้องนาเขียวขจีกว่าลั่วหยางอย่างเห็นได้ชัด  เมืองลั่วหยางอากาศค่อนข้างเย็นเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ และดูจะแห้งแล้งกว่าซีอาน  เมื่อถึงซีอานเราก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์จิ๋นซีห้องเต้  เรื่องราวในสถานทีนี้เพื่อนผมได้เขียนไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว รูปถ่ายก็สวยกว่าของผมเป็นกองเกรงว่าท่านผู้อ่านจะเบื่อผมจึงขออนุญาตข้ามไปยังสถานที่ต่อไปเลย  นั่นก็คือเจดีย์ต้าเอี้ยนถ่า  หรือเจดีย์ห่านป่าใหญ่ วัดต้าฉือเอิน  เจดีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.652  ในสมัยของจักรพรรดิ์ถังเกาจง  เมื่อพระถังซัมจั๋งเดินทางกลับมาจากอินเดีย  ท่านก็ได้อัญเชิญพระไตรปิฎกมาไว้ที่วัดนี้  และสร้างเจดีย์ 5 ชั้น เป็นศิลปะจีนผสมอินเดีย  ต่อมาได้เกิดภัยสงครามและแผ่นดินไหวทำให้ต้องมีการบูรณะเรื่อยมาจนมีขนาดสูงใหญ่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ภายในวัดนั้นสวยงามมาก  วิหารด้านหลังมีภาพแกะสลักจำลองการเดินทางของพระถังซัมจั๋งแม้ว่าจะเป็นของสร้างขึ้นใหม่แต่ก็สวยงามมากครับ

 

DSC_0864

หน้าวัดเป็นลานกว้าง  และมีอนุสาวรีย์พระถังซัมจั๋ง

 

DSC_0860

หินสลักรูปสิงห์โตหน้าประตูวัด  เท่าที่สังเกตวัดที่จีนเกือบทุกวัดจะต้องมีสิงห์โตอยู่หน้าประตู

 

DSC_0867

พอเข้าประตูวัดมาจะพบกับหอกลอง  และหอระฆัง อยู่ด้านหน้า

 

DSC_0901

ถัดจากหอกลองและหอระฆังก็จะมองเห็นวิหารและมีเจดีย์เป็นฉากหลังครับ

 

DSC_0882

พระพุทธรูปภายในวิหาร

 

 

DSC_0891

ถัดจากวิหารก็เป็นเจดีย์ครับ  สามารถเข้าชมข้างในเจดีย์ได้  แต่ผมไม่ได้เข้าเพราะเราต้องรีบไปกำแพงเมืองซีอานอีกที่หนึ่ง

 

จากนั้นเราก็เดินทางไปกำแพงเมืองซีอาน  สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง  เมื่อราว 600 ปี มาแล้ว  สภาพที่เห็นเป็นกำแพงที่สูงใหญ่และยังสมบูรณ์อยู่มาก  โครงสร้างของกำแพงเป็นก่ออิฐถือปูนแข็งแกร่ง  มีความกว้างรอบกำแพง 14 กิโลเมตร  ความสูงของกำแพงขนาดที่รสบัสคันใหญ่สามารถขับลอดประตูได้อย่างสบาย  และความกว้างของสันกำแพงก็มีขนาดราว ๆ ถนนราดยางที่รถสามารถวิ่งสวนกันได้อย่างสบาย  ถือเป็นความน่าทึ่งในความรู้ทางด้านวิศวกรรมของคนจีนสมัยโบราณ  ที่สามารถสร้างสิ่งที่ใหญ่โตและแข็งแรงได้ถึงเพียงนี้  ข้างบนกำแพงอากาศเย็นสบาย  มีจักรยานให้เช่าขี่  แต่เราเลือกที่จะเดิน  เพราะว่ามีพระสงฆ์คงไม่เหมาะสำหรับการขี่จักรยาน  เราใช้เวลาเดินนานมาก ๆ ชมบรรยากาศตัวเมืองรอบ ๆ กำแพง  ซึ่งจัดสวนสาธารณะให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ  เราเดินได้เพียงฟากเดียวของกำแพงก็หมดเรี่ยวแรง  ท่านเจ้าคุณบอกว่าเราเดินกันประมาณ 4 ก.ม.  เวลาก็เหมาะสมกับการเดินทางกลับพอดีพวกเราก็พากันเดินลงออกประตูเมืองอีกทิศหนึ่ง  ซึ่งไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน

 

DSC_0918

DSC_0950

DSC_0917

DSC_0939

ให้สังเกตความใหญ่โตของกำแพงเมื่อมองจากภายนอก เปรียบเทียบสัดส่วนกับรถที่วิ่งตามท้องถนน  บ้านเมืองรอบนอกกำแพงเป็นตึกสูงสมัยใหม่  ทำให้เรารู้สึกว่าเหมือนอยู่ในโลกของอดีตมองไปข้างหน้าเห็นตึกสูงใหญ่เป็นโลกในอนาคต  มันเป็นความรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ นะครับ  รอบ ๆ กำแพงตกแต่งภูมิทัศน์ได้ร่มรื่นมากครับ  บางจุดเป็นลานกิจกรรมมีคนมาวิ่งออกกำลังกายร้องเพลงเล่นดนตรีกันอย่างสบายอารมณ์  น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชม  เพราะไม่นึกว่าจะต้องมาเขียนรีวิว(555)

 

DSC_0940

DSC_0928

DSC_0941

DSC_0933

บรรยากาศข้างบนกำแพงครับ  ช่างกว้างใหญ่จริง ๆ และมองไปนอกกำแพงเมืองเป็นตึกสมัยใหม่  ช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างบอกไม่ถูก  ผมชอบมากครับสำหรับสถานที่แห่งนี้  มีคนบอกผมว่าก็ขึ้นไปประเดี๋ยวแล้วลงมาก็ได้ไม่ต้องเดินให้เมื่อยก็แค่เดินบนกำแพงไม่มีอะไรให้ดูหรอก  แต่สำหรับผมเดินทั้งวันก็ยังดูไม่หมดครับ  ถ้ามีโอกาสไปคราวหน้าจะเช่าจักรยานขี่รอบกำแพงเลย

 

DSC_0969

แล้วเราก็เดินลงออกประตูกำแพงอีกด้านหนึ่ง  ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นทิศอะไร  แต่รู้ว่าอยู่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าใต้ดิน  จากนั้นเราจึงเดินทางกลับโดยรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงสถานีที่สามารถต่อไปขึ้นรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเดินทางกลับลั่วหยางได้

การเดินทางของเรายังไม่หมดนะครับ  โปรดติดตามตอนต่อไป  วันนี้นักเขียนมือสมัครเล่นยามจำเป็นอย่างกระผมขอกราบสวัสดีครับ  แล้วพบกันใหม่ตอนต่อไป

 

 

 

 

 

Leave a comment