My Backpacks

My Day In Nepal #Chapter4 แบกเป้เที่ยวเนปาล ไป “Patan”

เช้าวันนี้ผมตื่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศที่เย็นเฉียบ เลขหลักเดียวกลายเป็นเรื่องปกติของเมืองเนปาลในช่วงเวลานี้ เมื่อคืนนี้อุณหภูมิลดลงเหลือ 2 องศาเท่านั้น แต่ว่าภายในห้องของผมก็อุ่น เตียงนอนนุ่มๆ ผ้าห่มหนาๆ ช่วยให้การหลับของผมเป็นไปอย่างราบรื่น

หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินมาที่ล็อบบี้เพื่อขอให้ทางโรงแรมหาแท็กซี่ให้ เพื่อจะได้ไปที่เมืองปาตันครับ ผมอ่านเจอมาว่า เมืองนี้เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ เป็นหนึ่งในเมืองราชธานีอันเก่าแก่ของเนปาล ผมจึงไม่อยากจะพลาดที่จะไปเยี่ยมชม

ผมได้รถแท็กซี่คันเดียวกับเมื่อวานครับ พี่เค้าคิด 600 รูปี แล้วเราก็นั่งรถไปเมืองปาตัน ใช้เวลาราว 40 นาทีครับ ครั้งนี้ผมใช้บริการแค่ให้เขามาส่ง ส่วนขากลับผมก็เรียกแท็กซี่กลับครับ ราคา 700 รูปี ขี้เกียจต่อราคาก็เอาเลยครับ ทริปนี้ง่ายๆ ฮ่าๆ

พี่แท็กซี่มาส่งผมที่จตุรัสของเมืองปาตัน เมืองนี้ต่างจากเมือง Bhaktapur เมื่อวานมาก เพราะเต็มไปด้วยการก่อสร้าง วัดวาที่นี่พังทลายอย่างย่อยยับครับ เหลือเพียง “ซาก” อารยธรรมที่ทำให้เราได้จินตนาการว่า ครั้งก่อนนั้นมันเคยยิ่งใหญ่ สวยงามเพียงใด เห็นแล้วก็รู้สึกเศร้าใจนะครับ ธรรมชาติเอาคืน น่ากลัวเสียเหลือเกิน

แต่กระนั้นก็ยังมีสถาปัตยกรรมที่เหลือรอดมาครับ และเช่นเคย เพียงแค่นั้นก็เพียงพอที่จะทำให้การเดินทางมาเที่ยวปาตันทรงคุณค่าแล้วแหละครับ

ผมกางหนังสือนำเที่ยว เพื่ออ่านประวัติศาสตร์ของเมืองแห่งนี้ แล้วเดินชมไปทีละจุด ผมเริ่มต้นจากการถ่ายภาพผู้คนแถวนี้ก่อน โดยส่วนตัวผมชอบที่จะเก็บภาพเหล่านี้ ผมว่ามันได้เห็นว่าผู้คนแต่ละที่เค้าเป็นอยู่อย่างไรเมืองปาตันนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการวางผังเมืองดีอันดับต้นๆของโลกเลยครับ เราสามารถเดินไปตรงไหนเดี๋ยวมันก็จะเชื่อมถึงกันหมด

ผมไปถึงเมืองนี้ในยามเช้า คนเนปาลก็ขับรถออกไปทำงานบ้างอะไรบ้าง ดูวุ่นวายกันนิดหน่อย ถนนแต่ละเส้นค่อนข้างเล็กครับ รถราของเค้าก็เลยเล็กไปด้วย

ชาวเนปาลมักจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดครับ  เห็นแดดเปรี้ยงๆแบบนี้ก็หนาวใช่ย่อยนะครับ ราว 15 องศาได้ ที่นี่อุณหภูมิค่อนข้างจะก้าวกระโดด เย็นมากแล้วก็วิ่งไปถึง 22 องศา แล้วก็กลับมาเย็นยะเยือกใหม่อีกรอบ ใครปรับตัวไม่ได้ก็น่าจะเป็นหวัดได้ง่ายๆ

ผมเดินลัดเลาะเข้าไปตามถนน แล้วก็เก็บภาพระหว่างทาง  อาคารแถวนี้จะเป็นอาคารที่เป็นแบบเก่าที่ว่ามีหน้าต่างไม้ลายสวยๆ กับอาคารอิฐ ประตูบ้านก็ทาสีสันฉูดฉาดเช่นเดียวกัน เมืองนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวไม่แพ้เมืองอื่น ทำให้เต็มไปด้วยงานก่อสร้างครับ ฝุ่นก็เยอะ ต้องเอาหน้ากากมาด้วยนะคับ จะได้หายใจคล่อง

นี่ครับ สีสันของบานประตูที่ตัดกับสีอิฐและสีไม้ที่อยู่รายล้อม ส่วนไม้ที่เห็นพาดออกมานั้นคือไม้ที่เขาเอาพาดอาคารไว้ไม่ให้มันพังครับ ผมคิดว่ามันจะช่วยได้จริงหรือเปล่านะ แอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย

แค่ยืนตรงนี้ก็มีภาพให้เก็บเยอะมากครับ ผมบอกตัวเองว่า แกต้องเดินต่อไปได้แล้วบักสน จะยืนอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมงไม่ได้!!

ผมเดินทางจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ จะผ่านช่วงที่เต็มไปด้วยนกพิราบครับ ชาวเนปาลบางคนก็มีอาชีพในการขายอาหารนกพิราบให้กับนักท่องเที่ยว ผมว่านกพิราบกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของเนปาลไปแล้วแหละ เพราะไปที่จตุรัสไหน หรือวัดไหนก็เจอนกพิราบเต็มไปหมดเลย ผมไม่ได้สอบถามราคาว่าเค้าขายอย่างไร แต่ก็มีคนซื้อเรื่อยๆนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักท่องเที่ยวที่ซื้อเพื่อจะได้ถ่ายรูป

นี่แหละครับคือสภาพของสถาปัตยกรรมที่เมืองปาตัน น่าเสียดายเนาะที่สิ่งก่อสร้างหลายร้อยปีถล่มทลาย กระนั้นเค้าก็เร่งบูรณะกันอยู่ครับ ผมว่าอีกไม่กี่ปีก็น่าจะเสร็จสิ้นให้เราได้ดูกัน ข้างหน้าอาคารแต่ละหลังก็จะมีภาพถ่ายบอกครับว่า Before & After ก่อนและหลังแผ่นดินไหว ตรงนี้มีหน้าต่างอย่างไร แต่ละอันอลังมาก เสียดายจริงๆ เห็นแล้วก็เศร้าสลดใจ ขนาดผมเป็นแค่นักท่องเที่ยวยังอดสงสารเค้าไม่ได้ แล้วพวกเขาหละที่เป็นคนท้องถิ่น จะเป็นอยู่อย่างไร ชีวิตก็ต้องไปต่อเนาะ

ในลานของจตุรัสที่ปาตัน เต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวเนปาลที่หอบหิ้วสิ่งของมาขายบ้าง ซื้อกลับบ้านบ้าง หรือบรรดานักเรียน นักศึกษา ที่พากันมาเดินเล่นเป็นกลุ่มๆ รวมไปถึงนักท่องเที่ยว ที่มาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปและมือถือ กลายเป็นชุมชนที่มีสีสันไปอีกแบบ อีกฝั่งก็มีนกพิราบเป็นร้อยๆตัวบินว่อน

ภาพของกษัตริย์สักองค์ครับ กำลังทำการถวายสักการะอยู่ ผมจำชื่อไม่ได้ เดี๋ยวมีเวลาจะหาข้อมูลเพิ่มเติม จริงๆ คือมีบอกไว้ในหนังสือ Guidebook ครับ แต่ว่าหนังสือผมถูกคนหยิบไป น่าเศร้ามาก งง คือหนังสือเป็นภาษาไทยนะ คนเอาไปอ่านไทยได้เหรอ?

ตรงจุดนี้คือจุดที่เหลือรอดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครับ เห็นไหมว่ายิ่งใหญ่ สวยงามเพียงใด ไม่อยากจะคิดว่าถ้าทั้งหมดที่มีมันไม่พัง มันจะต้องน่ากรีดร้องมากแน่ๆ  คนก็จะมานั่งใต้อาคารนี้ ผิงแดดบ้าง ซุบซิบกันบ้าง ก็แล้วแต่อารมณ์ครับ ส่วนผมก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ มีความสุขดี

เดินถอยออกมาเก็บภาพมุมกว้างสักหน่อย ด้านซ้ายมือของภาพแต่ก่อนเป็นพระราชวังปาตันครับ แต่ตอนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว เสียค่าเข้า 1,000 รูปีนะครับ แต่ว่าผมไม่ได้เข้าไปชม ข้างหน้าจะมีรูปปั้นสิงห์ยืนตั้งตระหง่านอยู่ สิงห์นี่มีสองเพศนะครับ บางที่ก็ดูจากอวัยวะเพศ แต่ที่ตรงนี้ดูตรงหน้าอกครับ เพศเมียนี่บิ๊กคัพมาก

ข้างๆก็เป็นระฆังครับ จริงๆมันมีประวัติทุกอันนะครับ มีชื่อด้วย แต่ว่าผมจำไม่ได้ ฮ่าๆ หนังสือเล่มนั้นหายไป ก็เหมือนสมองหายไปด้วย ไว้ค่อยค้นจาก Google ตอนนี้เอาภาพบรรยากาศไปก่อนละกันเน้อ

ด้วยความที่อาคารนี้คืออาคารเพียงอันเดียวที่ไม่พัง ดังนั้นก็จะถ่ายภาพเยอะหน่อย ถ่ายเข้าไปครับ ฮ่าๆ

สิงห์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าราชวังครับ ข้างหลังมีภาพวาดด้วย ข้างๆก็เป็นกำแพงที่เป็นรูปตา สามารถเปิดออกได้ สมัยก่อนคงเอาไว้ส่องดูสถานการณ์ข้างนอกว่าเป็นอย่างไรบ้าง

นี่ครับ พระราชวังเก่าที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว ยังรอดครับ แต่ข้างในก็จะเห็นว่ามีการบูรณะอยู่ ตรงนั้นก็คือส่วนที่พังครับผม

ถ่ายภาพอาคารนี้อีกแล้ว ฮ่าๆ

จากภาพเราจะเห็นว่า ทางเนปาลเองก็พยายามอย่างมากเลยนะครับที่จะเร่งบูรณะอาคารต่างๆให้กลับมาสวยดั่งเดิม เป็นกำลังใจให้ครับผม

หนุ่มๆนักศึกษาที่เนปาลครับ ชุดยูนิฟอร์มเท่ไม่เบา แต่ผมก็สงสัยว่า เขาไม่มีเรียนกันเรอะ ฮ่าๆ เห็นเดินไปเดินมาทั่วทั้งลาน แต่เอ๊ะ วันนี้วันอาทิตย์นี่นา  ลองสังเกตท่านั่งของพวกเขานะครับ แหม่ พร้อมใจไขว้ขากันมาก

ผมก็เดินไปเดินมาในจตุรัสนี้แหละครับ พยายามเก็บภาพไปเรื่อยๆ ถนนที่นี่ค่อนข้างสะอาด ด้านหลังถัดไปนั้นจะเต็มไปด้วยฝุ่นครับ เพราะเป็นตลาดและบ้านเรือน มีการก่อสร้างถนน ขุดเจาะดิน เสียงแตร เสียงเครื่องมือก่อสร้างดังระงมอื้ออึงไปหมด

ลานจตุรัสถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่นี่ก็ว่าได้ เพราะเห็นคนไปนั่งจับเข่าคุยกันบ้าง ผิงแดดบ้าง เต็มไปหมดเลย ก็เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศเนาะ

จากนั้นผมก็เดินไปยังตอนเหนือของปาตันครับ ในหนังสือบอกว่าให้ไปดูวัดทอง ไหนดูซิ จะเป็นแบบวัดทองที่โตเกียวหรือเปล่านะ แต่ผมก็ไปไม่ถูกครับ งงกับทิศ แถมแอพ Mapme ก็แสดงเพี้ยนๆ ผมเลยถามทางคนแถวนั้น ต้องชื่นชมครับว่า คนเนปาลภาษาอังกฤษดีมากแม้คนมีอายุมากๆก็ยังพูดได้คล่องแคล่ว ผมถามเค้าว่าทำไมพูดเก่งแบบนี้ เค้าบอกว่า ก็เรียนที่โรงเรียนไง …จุกจัง

และแล้วก็มาถึงแล้วครับ วัดทอง โอ้โห!! อลังการมากกกก มันคือวัดที่เป็นงานศิลปะชิ้นเอกเลย เป็นวัดพุทธครับ เสียค่าเข้า 50 รูปี ที่นี่แหละครับที่มีคนเอาหนังสือ Guidebook ผมไป คือด้วยความที่วัดนี้มันสวยมาก เป็นวัดที่ผสมผสานระหว่างงานแกะสลักไม้ งานหล่อทองเหลือ งานหล่อเงินเข้าด้วยกัน มันเลยกลายเป็นวัดที่โคตรสวย ดีเทลเยอะ ผมเลยวางหนังสือ Guidebook ไว้ตรงม้านั่งข้างๆตรงขวามือของภาพนี่แหละคับ แล้วก็เดินไปตรงอาคารตรงกลาง พอถ่ายภาพเสร็จ หันมาจะหยิบหนังสือมาอ่านดูประวัติ. อ้าว! หนังสืออันตรธานไปไหนแล้ว อ้ากก หนังสือภาษาไทยนะ แกอ่านได้เหรอ ใครหยิบไป!!

วัดนี้เต็มไปด้วยพระพุทธรูปปางต่างๆครับ สวยงาม ยิ่งใหญ่ ผมได้ยินไกด์ที่เค้าพา นักท่องเที่ยวมาเที่ยว บอกว่าเป็นพระพุทธรูปประจำเดือนเกิดครับ

บานประตู อลังการมลั่งเมลื่องมาก ชนะเลิศ! เอาไปเลย สิบ สิบ สิบ!! ผมใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นชั่วโมง ดื่มด่ำกับความสวยงาม และความสามารถของคนสมัยก่อนจริงๆ

ซูมมาดูตรงนี้หน่อย เป็นภาพของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ครับ สวยๆ

วัดนี้ควรตั้งใจดูครับ เพราะมีงานที่ละเอียดมาก ผนังวัดเอย บานประตูเอย หน้าต่างเอ่ย หรือแม้แต่รูปหล่อทองเหลืองก็ล้วนแต่มีเสน่ห์

นี่ครับ เห็นไหมว่าเป็นงานผสมผสานกันอย่างสวยงามจริงๆครับ ดีเทลโคตรเยอะเลย ด้านหน้าเป็นงานเงิน ด้านหลังเป็นงานทอง แล้วมันใหญ่มากเลยนะครับ ไม่ใช่มินิไซส์ ด้านในจะเป็นที่ประดิษฐสถานพระศากยมุนีมั้งนะ ไม่รู้เรียกว่าอะไรอีกนั่นแหละ ฮ่าๆ

ทันใดนั้น เค้าก็มาเปิดประตูให้สักการะครับ โอ้โห สวยมาก นึกถึงพระพุทธรูปที่มัณฑะเลย์เลยครับ แต่พระพุทธรูปที่นี่หน้าตาจะหล่อกว่าครับ ผมว่าก็เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละที่เนอะ เช่นพระไทยก็จะออกแนวสวยๆหวานๆ พระเขมรก็จะออกแนวเหลี่ยมๆ พระจีนก็หน้ากลมๆ พระที่นี่ก็หน้าเรียวๆครับ ผมมัวแต่มาชื่นชมพระพุทธรูปนี้แหละครับ เป็นจังหวะที่หนังสือหาย ฮ่าๆ

งดงามไหมครับ? สีทองอร่ามเลย ระหว่างนั้น ก็มีการทำพิธีครับ ผมก็ไหว้บูชา แล้วเขาก็เอาน้ำมนต์มารดศีรษะให้ครับ วัดนี้ก็มีผู้คนที่เป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมไม่ขาดสายครับ รวมไปถึงชาวเนปาลเองที่มาไหว้พระ

ดูๆไปบางลวดลายก็คล้ายๆของไทยนะครับ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็น่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วม เพราะก็มาจากศาสนาเหมือนๆกัน

ออกจากตอนเหนือของปาตัน ผมไปต่อทางใต้ครับ เขาว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องทอพรม แต่ผมไม่เห็นครับ หาไม่เจอ และมันฝุ่นเยอะมาก เลยเดินเล่นชมวิวรายทางดีกว่า เห็นไหมครับว่า เขากำลังก่อสร้างจริงๆ บ้านเมืองก็เสียวว่ามันจะพังมาทับเราไหม ฮ่าๆ

ข้างทางมีชายหนุ่มนั่งขายเครื่องเทศที่เป็นสีๆด้วย ได้กลิ่นคล้ายๆหมาล่า คล้ายขมิ้น คล้ายพริกไทย สรุป ไม่รู้ว่าคืออะไร

พ่อค้าขายไก่ครับ เปิดแก๊ซพ่นไฟรมไก่กันแบบนี้เลย เสียงดังอืออือ อืออือ

จากนั้นผมก็เดินผ่านวัดอีกวัดครับ จริงๆในนี้มีวัดเยอะมาก วัดเต็มไปหมด วัดนี้ผมชอบสิงโต หน้าตาทำไมเป็นอย่างนี้ลูก ตลกมาก ฮ่าๆ ภูติผีปีศาจมันจะกลัวไหม

นี่ก็อีกตัว โอ้ย ผมเห็นแล้วก็นั่งขำอยู่คนเดียว คือทั้งสี่ทิศของวัดก็จะมีงานแกะสลักที่ต่างกันออกไปครับ จากที่สังเกตมา สามด้านจะเป็นไม้กับอิฐ ส่วนอีกด้านจะเป็นงานสีทอง แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทิศไหน คือหลงทิศครับ  แต่วัดอื่นสิงโตเค้าก็น่าเกรงขามนะ แต่ทำไมวัดนี้พี่สิงห์เรา คิ้วท์จัง

มองผ่านๆผมนึกว่าเป็นแมวเหมียว ความน่ากลัวลดลงเยอะมาก ฮ่าๆ

จากนั้นก็เดินไปตามซอยต่างๆอีกครับ ตลอดทางก็มีงานขายพวกหม้อทองเหลือง บรรดาทองเหลืองทั้งหมดอ่ะคับ แต่ซอยนี้ เค้าทำงานไม้กัน ก็เลยขอถ่ายภาพหน่อย บ้านของพวกเค้าเล็กมาก เป็นช่องเล็กๆ ผมกะด้วยสายตาน่าจะกว้างแค่ราว 3 เมตร แต่ก็จะเน้นสูงครับ

ผมใช้เวลาที่เมืองนี้ประมาณ 4 ชั่วโมงครับ เดินไปชิลไป ถ่ายภาพไป พออิ่มหนำสำราญใจแล้วก็เรียกแทกซี่ที่จอดอยู่ตรงด้านนอกลานครับ พี่แทกซี่คงเหนื่อย นอนหลับเป็นตาย ผมเรียกหลายรอบ พี่เค้าเลยตื่น ผมก็บอกว่าไปส่งผมที่ทาเม็ลนะครับ ราคา 700 รูปี ครับ แล้วจากนั้นก็เป็นผมที่หลับแทน 55

และนี่แหละครับคือเรื่องราวการเดินทางวันนี้ของผม ไปที่เมืองปาตัน เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นราชธานีของเนปาล เมืองที่เต็มไปด้วยศิลปะ และอารยธรรม แต่สุดท้ายแล้ว ก็ตั้งอยู่บนความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เห็นภาพเหล่านี้แล้วก็ปลงครับ สิ่งใดเคยยิ่งใหญ่ สิ่งนั้นย่อมมีวันสูญสิ้นไปตามกาลเวลา เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอนนั่นเอง

ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางทริปเนปาลของผมนะครับ วันนี้ที่โรงแรมก็แบบว่าไฟดับครับ ไม่ใช่แค่ดับที่โรงแรมผมนะ ดับทั้งแถบเลยจ้า สมแล้วกับที่มีคนบอกผมว่า เนปาล ไฟดับบ่อยนะ แต่มาอยู่สามวันยังไม่เจอไงคับ ก็เลยคิดว่ารอด แต่ที่ไหนได้ ก็มาเจอวันนี้ โชคดีที่เจอตอนที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ไม่งั้นคงจะวุ่นวายพิลึก การอาบน้ำในช่วงอุณหภูมิหลักเดียวไม่ใช่เรื่องสนุกนะ เนปาลวันนี้ก็ยังประทับใจเช่นเคยครับ แล้วเจอกันใหม่บันทึกการเดินทางตอนหน้านะครับ

Related Posts