Story

My Day in Nepal #Chapter6 ลุยเมืองโพคารา ไปหาหิมาลัย

ที่เที่ยวในกาฐมัณฑุ ผมว่าผมก็ไปมาแบบอิ่มแล้ว ผมจะไปดูเมืองอีกเมืองที่ห่างไป 200km สักหน่อยครับ ว่ากันว่าเป็นเมืองที่มีวิวสวยมาก เราจะเห็นภูเขาหิมะ เห็นทะเลสาบ และอากาศดีกว่าเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

เมืองที่ว่าชื่อว่า Pokhara

เมืองนี้แม้จะอยู่ห่างไปแค่ 200km แต่ว่าการจราจรของที่นี่ทำให้มันต้องนั่งรถ 7 ชั่วโมงเลยครับ

จริงๆแล้วเราจะเดินทางด้วยเครื่องบินก็ได้นะครับ ถ้าเดินทางด้วยเครื่องบิน ตอนผมไปนั้นราคาอยู่ประมาณ $120 ซึ่งแพงม้าก! บินแค่ 25 นาทีเองนะ ฮ่าๆ ผมเลยเอาวะ นั่งรถบัสดีกว่า ตอนนี้เปย์ไม่ไหว อิอิ อ้อ แนะนำว่าถ้าจะบินจริงๆ ให้ไปซื้อผ่าน Agency จะถูกกว่าซื้อเองออนไลน์ครับผม

ผมจองรถบัสกับทางโรงแรมครับ โรงแรมก็บอกว่าถ้าเป็น Tourist Bus ก็มีสองราคา แบบแรกคือได้แค่ตั๋ว ไม่รวมค่าอาหาร ราคา 800 รูปี แบบที่สองรวมค่าอาหารเช้า กลางวัน 1,500 รูปี

ผมเลือกแบบแรกครับ อาหารเดี๋ยวหาซื้อกินเองได้

ผมนั่งไปกับรถบัสของบริษัท BABA ครับ ที่นี่รถจะออก 7:00 นะครับ ต้องรีบออกไปตั้งแต่เช้ามืดเลย แต่คำถามคือ แล้วจุดข้ึนรถอยู่ตรงไหน?

โชคดีที่เย็นก่อนหน้า ซานโตส พนักงานที่โรงแรมพาผมไปดูจุดขึ้นรถ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาโชว์แผนที่บอกผมครับ เขาบอกว่าเดินไปแค่สิบนาทีเอง แต่เราไม่เคยไปไงครับ เห็นแผนที่แล้วก็งง ย่ิงผมเดินไปดูเอง แล้วถามคนแถวนั้น ยิ่งบอกทิศคนละทิศคนละทางเลยครับ ซานโตสเลยบอกว่าเดี๋ยวเลิกงานเขาจะพาเดินไปทางลัดละกัน

ซึ่งก็จริงครับ ไปง่ายมาก แล้วก่อนหน้านี้ ยูบอกให้ไอไปไหนนน

“ก็ถนนหลักมันง่ายกับนักท่องเที่ยวไง” เขาบอกผม

โอเค งั้นไปถนนรองนี่แหละ เดินไปง่ายกว่าอีก ไม่ต้องเลี้ยวซ้าย แล้วขวา แล้วซ้าย แล้วขวา อันแค่เดินเลี้ยวขวา เจอเจดีย์ใหญ่ๆก็เดินเลี้ยวซ้ายอย่างเดียว ถึงถนนใหญ่เลย ง่ายกว่าเยอะ

ผมออกจากโรงแรมตั้งแต่ 6:30 น. ครับ เพราะว่าแม้จะรู้ว่าเดินไม่ได้ไกลมาก แต่ก็ชินว่าไปรอดีกว่าไปเลทแล้วตกรถ

ผมไปถึงที่จอดรถครับ ก็มีรถบัสจอดรอเพียบ แต่เราต้องดูว่าคันที่เราขึ้นนั้น เป็นของบริษัทไหน

“ดูป้ายทะเบียนรถก็ได้” ซานโตสบอกผม

“ผมอ่านไม่ออก” ผมบอกซานโตส

ใช่ครับ ที่นี่ใช้เลขทะเบียนเป็นภาษาเนปาล! เลขหนึ่งสองสามคืออะไรก็ไม่รู้!! ไม่ใช้เลขฮินดูอารบิค ดังนั้นการให้เราไปดูเลขทะเบียนรถ จึงไม่เกิดประโยชน์เลย

“Which company will you go with?” เสียงคนขายอาหารถามผม

“BABA”.ผมบอก

“This way. Come with me” เขาเรียกผม แล้วก็เดินพาไป แม้ผมจะบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวเดินไปเองได้ เขาก็ยังจะพาไปครับ ซึ่งผมก็คิดว่า เดี๋ยวเขาก็จะเสนอขายของของเขานั่นแหละ แต่เอาวะ ไปก็ไป

ผมเดินไปจนถึงคันสุดท้ายเลยครับ ถึงเห็นรถของ BABA

“Kathmandu to Pokhara is a long way. You should buy some food and drink, sir”. นั่นไง เขาขายของแล้ว

ผมก็เลยอุดหนุน Sneaker กับน้ำดื่มขวดใหญ่ครับ ราคา 150 รูปี กับ 50 รูปี ก็ไม่ได้เป็นราคาแพงมากนะครับ ช่วยลุงแกหน่อย

ผมมองหาที่นั่งของผม หมายเลขที่นั่ง 26 ติดหน้าต่าง

ในตั๋วที่ผมได้มา มีแผนที่นั่งบนรถด้วยครับ

แต่ว่า… จำนวนที่นั่งกับแผนที่นั่งบนตั๋วไม่เหมือนกันจ้า อารมณ์ว่า บนตั๋วมี 30 แถว แต่ของจริง มีแค่ 26 แถวครับ! ผมเลยได้นั่งแถวท้ายสุดที่เป็นที่นั่งสี่ที่ติดกัน โอ้ย นอ เนปาล ฮ่าๆ

“It’s so crazy. My seat is also 25 but I get this seat” นักท่องเที่ยวหนุ่มคนหนึ่งพูดกับผม

“You look like Nepali” คุณตาชาวเนปาลหันมามองผม แล้วก็ทักขึ้น

ผมเริ่มชินแล้วแหละกับคำนี้

คุณตาถามว่ามาเนปาลครั้งแรกเหรอ ไปพักโรงแรมไหนในโพคารา ลุงมีโรงแรมแนะนำนะ แต่ผมบอกว่าผมจองไว้แล้วแหละครับชื่อว่า Blossom Hotel ลุงรู้จักไหม ลุงบอกว่ารู้จัก อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบเท่าไหร่ โพคาราโรงแรมเยอะมาก

แต่นักท่องเที่ยวที่คุยกับผมก่อนหน้านี้ยังไม่ได้จองโรงแรม และพวกเขาก็นั่งติดกันด้วย ก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะไปลองดูโรงแรมที่คุณลุงแนะนำ

จากนั้น ก็กลายเป็นสามสหายสองวัยในทริปบนรถบัสครับ

คือผมชาวไทย แดเนียลมาจากมาเลเซีย อายุน้อยกว่าผมปีนึง และคุณลุงชาวเนปาล

สภาพการเดินทางไปโพคาราหรือครับ

ให้นึกภาพว่านั่งอยู่บนเก้าอี้นวดครับ ที่มันสั่นตลอดเวลา สั่นจนลำไส้ขยับไปหมด นั่นแหละครับ คือ 7 ชั่วโมงที่เราเผชิญ ทรหดอดทนมาก

เราแล่นพาเราออกไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งดูวิวไปครับ จะหลับก็หลับไม่สนิท รถมันสั่นตลอด เอาวะ ครั้งหนึ่งในชีวิต

ผ่านไปสักพัก รถก็จอดให้เราเข้าห้องน้ำครับ จุดแรก ห้องน้ำ บรรลัยมากกกก มันก็สะอาดนะ แต่มันไม่อนามัย ผมก็รีบๆเข้าไปฉี่แล้วรีบเดินออกมา กลิ่นฉุนมาก

แล้วก็นั่งรถต่อ โยกเยกไปมา นึกว่าเจ้าเข้าทรง

ผ่านไปอีกสักสองชั่วโมง รถก็จอดครับ ให้เราลงไปทานข้าว

ที่ร้านนี้ขายแบบบัฟเฟต์ครับ กินไม่อั้น 400 รูปี แต่เอาจริงก็กินจานเดียวก็อิ่มแล้วแหละ ผมก็นั่งกินไปกับเพื่อนในทริปอีกสองคนคือแดเนียลกับคุณลุง

วันนี้สภาพอากาศไม่เต็มใจด้วยครับ หมอกลงจัดมาก มองไม่เห็นวิวสักเท่าไหร่ นี่ก็กลัวว่าไปถึงโพคาราแล้วเจอวิวแบบนี้ คงโอดครวญแย่ นั่งรถมาตั้งไกล หิมาลัยตูอยู่ไหน ฮ่าๆ

กินอิ่ม ก็ขึ้นไปเล่นโยกเยกบนรถอีกครับ โยกกันไปมาอีกราวสามชั่วโมง รถก็จอดอีก ให้ไปเข้าห้องน้ำครับ แล้วก็กลับมาโยกเยกอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

จุดสุดท้ายที่รถจอดคือกินอาหารเที่ยงครับ ร้านนี้จ่ายตามจริง แต่ผมไม่ได้กินครับ ยังไม่หิว สั่งแค่น้ำผลไม้ปั่น ที่นี่ปั่นแบบสดๆเลยคับ ไม่ผสมน้ำหวานแบบบ้านเรานะ อร่อยด้วย

คุณลุงบอกว่าอีกสองชั่วโมงเดี๋ยวก็ถึง

ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าถึงเร็วๆเหอะ ข้างในปั่นป่วนหมดแล้วววว

และในที่สุดเราก็ไปถึงสถานีรถบัสเมืองโพคาราครับ เย่!

ผมลงจากรถบัส ยืดเส้นยืดสายนิดนึง แล้วก็ลาเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสอง

โรงแรมที่ผมพักชื่อว่า blossom hotel ครับ เขาบอกว่า ถ้านั่งแทกซี่มา maximum คือ 300 รูปีนะ ผมก็จำไว้ให้ขึ้นใจ แล้วก็เดินถามพี่แทกซี่

500 รูปี! เขาตอบ

ผมไม่เอา ถามคันใหม่

400! ไม่เอา

เขาเลยถามว่าแล้วเท่าไหร่ ผมก็บอกว่า เต็มที่ 300 เขาก็เลยว่า ขึ้นมาเลย!

ระหว่างที่นั่งรถเขาก็ทักว่า

“Hello, my friend” ฮ่าๆๆ

แล้วก็ถามว่าพรุ่งนี้จะไปไหน สนใจจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Sarangkot ไหม สวยมากเลยนะ ผมก็ตอบว่าดูก่อน ถ้าอากาศเป็นแบบวันนี้จะไปดูอะไรเล่า

“ถ้ายูจะไป ไปอย่างเดียวคิด 1,000 ไปกลับก็ 2,000 รูปีนะ ผมรอรับส่งด้วย” เขาบอก

“แต่ถ้าคุณไป เดี๋ยวผมลดให้ เหลือ 1,500 รูปี” ผมก็บอกว่าเดี๋ยวคิดดูอีกที สภาพอากาศแบบนี้ผมไม่อยากไปเสี่ยงสักเท่าไหร่ เพราะผมก็วางแผนว่าจะอยู่เมืองนี้ตั้งหลายวัน ไม่ได้รีบร้อน เขาก็บอกว่าถ้าจะไปติดต่อเขานะ แล้วให้เฟสบุคไว้

เมื่อถึงโรงแรม พนักงานที่นี่ก็แบบดูแลดีมากครับ เป็น Guest House ที่ผมโคตรแนะนำให้ไปพัก ไปเหอะ มันดีมากมากกก ห้องดีมาก โลเคชั่นดีมาก พนักงานดีมาก น้ำที่อาบก็พุ่งแรงสะใจมาก ผมไม่มีเหตุผลที่ไม่ชอบที่นี่เลย อ้อ พนักงานบอกว่า ถ้าจองผ่าน booking จะแพงกว่าเดินมาจองเองคับ แต่ก็นั่นแหละ ที่นี่ดีมาก คนเลยแห่มาพักกันเยอะ วันหลังๆ มาก็มีคนมาแล้วไม่ได้ห้องเพียบครับ

ผมถามอีกว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ Sarangkot ค่าแทกซี่ราคาเท่าไหร่ เธอก็บอกว่า ไปกลับ 1,500 รูปีค่ะ ได้ยินแล้วก็นึกถึงคนขับแทกซี่ที่บอกว่า ไปกลับ 2,000 แต่ลดให้เหลือ 1,500 มันลดตรงไหน! ฮ่าๆ ดังนั้น บายๆ ครับ ผมไม่ชอบคนทริคกี้ พอรู้เรทแล้ว เดี๋ยวค่อยไปหาเอาเอง

หลังจากที่จัดข้าวของบนห้องเสร็จแล้ว ผมก็เดินลงมาเก็บภาพริมทะเลสาบครับ ด้วยความที่สภาพอากาศมันไม่แจ่มใส ทำให้วิวที่เห็นมันก็ไม่สวยเท่าใดนัก ประกอบกับเพิ่งจะเดินทางมานาน ก็เพลียหน่อยๆ

เดินไปเดินมา

“Hey man!” เสียงแดเนียลดังขึ้น

เราเจอกันโดยบังเอิญอีกครั้งริมทะเลสาบ

ผมเลยถามว่าเป็นไง พักที่ไหน เขาก็บอกว่าพักกับโรงแรมที่คุณลุงแนะนำนั่นแหละ แม่งโคตรไกลเลย แล้วผมละที่พักเป็นไงบ้าง ผมก็บอกว่า แม่งโคตรดีเลย เขาก็เลยบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เขาไปพักโรงแรมเดียวกับผมดีกว่า

การเจอกันครั้งที่สอง ย่อมเป็นวาสนา เราเลยแลกเฟสบุคกัน แดเนียลถามว่า พรุ่งนี้เราไปเดินดู Peace Stupa กันไหม

ผมว่าไปก็ไปดิ จะได้หารค่าเรือกันด้วย

วันนี้ผมเลยไม่มีภาพแจ่มๆมาฝากสักเท่าใดนัก แต่ก็ภาวนาว่า พรุ่งนี้ขอให้ฟ้าเปิดด้วยเถิด อยากชมบ้านเมืองนี้ในวันที่ฟ้าแจ่มใส จะได้ดูว่ามันสวยสมคำร่ำลืมหรือเปล่า

วันรุ่งขึ้น ผมรีบตื่นแต่เช้า เพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ริมทะเลสาบ เพราะเมื่อคืนผมหาข้อมูลในเน็ต เขาว่าพระอาทิตย์ขึ้นริมทะเลสาบเราจะเห็นภูเขาหิมะสะท้อนแสงยามรุ่งอรุณด้วย

ผมเดินดุ่ยๆไปเพียงลำพัง มันเงียบสงัดมาก มีนักท่องเที่ยวน้อยมากครับ ผมเห็นบรรดาหนุ่มน้อยนักกีฬา (เดาจากชุด) ใส่กางเกงขาสั้นมาวิ่งรอบๆทะเลสาบ แล้วก็เจอนักท่องเที่ยวที่มาแบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวเนปาล เราก็ทักทายกันพอหอมปากหอมคอครับ

วันนี้ท้องฟ้าก็ไม่แจ่มใสครับ ผมก็ไปเก็บภาพมาสักหน่อยนึง ถ่ายแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เที่ยวธรรมชาติก็ต้องพึ่งดวงค่อนข้างเยอะ ถ้าฟ้าไม่เปิดก็จบเห่เลย

ผมเดินกลับโรงแรม แล้วก็เห็นแดเนียลนั่งที่ล็อบบี้ เขามาเช็คอินที่โรงแรมนี้ และบอกผมว่า เดี๋ยวออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกัน

ผมก็พยักหน้าและบอกว่า รอผมก่อนละกัน ขอไปอาบน้ำก่อน แล้วก็นัดแนะเวลากัน

พวกเราเดินไปยังร้านอาหารเนปาลครับ ที่นี่อาหารก็ไม่แพงมากนะ แม้จะเป็นราคานักท่องเที่ยว แต่มันก็เท่าๆอยู่ กทม อ่ะคับ 60-150 บาท โดยประมาณ ก็รับได้อยู่

ทีนี้พอมาเที่ยวกันสองคน มันก็จะมีปัญหาเรื่องตอนจะกินข้าวครับ การเลือกร้านกินข้าวค่อนข้างจะลำบาก เราเลยตั้งกฏว่า จะให้อีกฝ่ายเลือกร้านคนละมื้อ

ผมกิน Thukpa ครับ เป็นอารมณ์ก๋วยเตี๋ยว อร่อยดีครับ แบบที่ผมสั่งเป็น Mixed Thukpa ก็จะมี Mo Mo มาด้วย คุ้มค่ามาก

กินเสร็จก็ไปเดินถ่ายภาพแถวทะเลสาบอีกเช่นเคย เพื่อฆ่าเวลาครับ เพราะวันนี้ตอนเย็นเราตั้งใจว่าจะไปเดินขึ้น Stupa บนยอดเขาอันหนาวเหน็บกัน

ริมทะเลสาบมีร้านให้เช่าเรืออยู่สามร้านครับ แต่ละร้านราคาไม่เท่ากันด้วย

เราเลือกร้านที่ราคาถูกสุด ฮ่าๆ

ราคา 800 รูปีพร้อมคนพายเรือครับ

คนพายเรือถามพวกเราว่ามาจากไหน พอรู้ว่าเพื่อนผมมาจากมาเลเซีย แกก็คุยภาษามาเลเต็มสตรีมเลยครับ ผมก็พอฟังรู้เรื่อง ว่าลุงแกเคยไปทำงานเป็นยามที่นั่น

ลุงจอดเรือ แล้วบอกว่า จะรอที่นี่นะ

สถูปที่ว่าต้ังตระหง่ายอยู่บนยอดเขาครับ ผม เราใช้เวลาเดินทาง 45 นาที ในการเดินขึ้นไปตามบันไดธรรมชาติที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ปวดขามากบอกเลย ฮ่าๆ

ยิ่งเดินเยอะ ยิ่งกระหายน้ำครับ แนะนำมากว่าให้เอาน้ำติดตัวไปด้วย ช่วยชีวิตได้เยอะมาก

ตอนนั้นผมได้แต่คิดในใจ ใครกันวะที่เป็นคนต้นคิดสร้างวัดวาอารามให้ลำบากลำบนแบบนี้!! แต่ก็แอบหวังนะครับว่า เมื่อไปถึงด้านบน อากาศก็น่าจะดี ให้สมกับความเหนื่อยล้า หิมาลัยต้องมาเปิดตัว!

แต่ปรากฎว่า เมื่อถึงด้านบน ในสภาพลิ้นห้อย ท้องฟ้าปิดจ้าาาา จ้าาา จ้าาาาาา

หิมาลัยไม่ใครจะถูกรบกวนสินะ

โพคาราวันที่สอง ก็เป็นเช่นนี้แล

Related Posts