Story

My Day In Nepal แบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวเนปาล #Chapter1

ระหว่างที่ผมนั่งเบื่อๆเมืองกรุง ผมก็คิดว่าหรือเราจะไปเที่ยวไหนสักที่ก่อนสิ้นปีดีไหมนะ ใจหนึ่งก็บอกตัวเองว่า เห้ย เอ็งเพิ่งไปกระบี่มานะบักสน แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่าไปสักที่เหอะ ตอนนี้เบื่อ กทม เสียเหลือเกิน และแน่นอนครับว่าใจที่เชียร์ให้ผมเดินทางก็ชนะเสมอ แต่ว่าจะไปไหนดีหละ?

ผมเปิดอินเตอร์เน็ต รุ่นพี่ของผมส่งลิงค์มาให้ว่า เนี่ยสารบินจัดโปรโมชั่นไปอินเดีย ผมก็สนใจนะครับ แต่ว่ามันต้องบินปีหน้าเลย และอินเดียผมก็ไม่อยากไปคนเดียวเสียด้วยสิ ผมเลยมองหาประเทศที่ไปคนเดียวเองสบายๆหน่อย และก็ลงเอยที่เนปาลนี่แหละครับ

จริงแล้วเนปาลก็เป็นหนึ่งในประเทศที่อยากไปเยือนนะครับ เพียงแต่ไม่ได้อยู่ใน Top List เลยปล่อยผ่านไปหลายครั้ง ครั้งนี้ผมก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ไปประเทศนี้นี่แหละ คิดแล้ว มือก็เร็วมากครับ เปิดเว็บจองตั๋วจองโรงแรมทันทีเลย

ก็เลยกลายมาเป็นทริปแบบปัจจุบันทันด่วน 10 วัน กับการมาแบกเป้ลุยเดี่ยวเที่ยวเนปาล

แม้ว่าจะเป็นประเทศในลิสต์ แต่ผมก็มีความรู้เกี่ยวกับประเทศนี้ไม่มาก ยิ่งมาเจอว่าประเทศนี้เสียหายหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวบ้านเมืองเค้าถล่มพังทลายกันเยอะมาก สถาปัตยกรรมต่างๆก็เหลือแต่ซากอิฐ ผมก็เลยค่อนข้างจะอิกนอร์ประเทศนี้ไประยะหนึ่ง แต่ครั้งนี้ ผมก็ตัดสินใจแล้ว จองตั๋ว จองโรงแรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเปิดเน็ตหาข้อมูลคร่าวๆครับผม เอาหละ ครับ มาลุยเดี่ยวเที่ยวเนปาลกับผมดีกว่าเนาะ

ผมจองตั๋วกับการบินไทยครับ เนื่องจากต้องการจะบินไปให้ถึงเร็วที่สุด ราคาตั๋วตอนผมจองก็ประมาณ 17,000 บาท ไปกลับ ใช้เวลาในการเดินทาง 2.50 ชั่วโมง แต่เมื่อมาถึงก็ต้องนั่งรอบนเครื่องรอให้รันเวย์ว่างก่อนครับ เพราะว่าสนามบินที่กาฐมัณฑุมันเล็ก ก็นั่งรออีกประมาณ 30 นาที ปกติผมไม่ค่อยนั่งกับการบินไทยนะครับ ก็มาจากค่าตั๋วที่มันแพงนี่แหละครับผม ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ทำไมมันแพ๊งแพงกว่าชาวบ้านขนาดนี้ แต่ครั้งนี้ก็ต้องยอม เพราะตัวเลือกไม่เยอะ ฮ่าๆ จากที่นั่งมาก็ดีนะครับ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริการดี แต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุกันแล้ว พูดจาเพราะครับ ปรบมือให้เลย

รุ่นพี่ผมแนะนำว่า ตอนขามาให้นั่งฝั่ง K นะ จะได้เห็นวิวหิมาลัย แต่ผมมาเช็คอินที่สนามบินแล้วเค้าบอกว่าฝั่งนั้นเต็มหมดแล้ว ผมเลยได้นั่งฝั่ง A แทน แม้จะอดเห็นหิมาลัยแบบสวยๆ แต่ก็ได้เห็นวิวภูเขาที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะอันยิ่งใหญ่บ้างเหมือนกันครับ ผมก็ประทับใจมากตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว

มาเนปาล เราต้องมีวีซ่าเพื่อที่จะเข้าประเทศ ซึ่งเราสามารถไปทำได้ที่สถานทูตเนปาลที่ กรุงเทพฯ หรือจะไปทำที่สนามบินที่กาฐมัณฑุเลยก็ได้ครับ ผมเลือกแบบอย่างหลังว่าเพราะว่าเป็นการตัดสินใจปุบปับ โดยสิ่งที่ต้องเตรียมไปก็มีแบบฟอร์มขอวีซ่า รูปถ่ายสองนิ้ว สีพื้นหลังเป็นสีอ่อนๆครับ ในเน็ตบอกว่าใช้สองใบ แต่พอไปถึง เจ้าหน้าที่เอาแค่ใบเดียวครับ (แต่เอาไปเผื่อก็ดีนะครับ) และเงิน $25 ครับผม

 

ผมอ่านในเน็ตเขาบอกว่าไปขอวีซ่าที่นั่นอาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ผมก็กลัวเหมือนกัน แต่โชคดีที่ช่วงที่ผมไปถือว่าเป็น Off Season ทำให้แถวไม่ได้เยอะเลยครับ ผมยืนแค่ห้านาทีก็ได้วีซ่าเข้าประเทศแล้วครับ สะดวกสบายเสียเหลือเกิน

สนามบินที่นี่เรียกว่าสนามบินตรีภูวัณ โอ้โห ครั้งแรกที่ผมเห็น ผมว่า บขส บ้านเรายังดูใหญ่กว่าเลย มันเล็กมากๆ ผมเริ่มจินตนาการแล้วว่า ทริปของผมมันต้องมันแน่นอน แบบนี้แหละที่อยากมาเห็น อยากมาสัมผัส

ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่ชอบไปต่อล้อต่อราคาอะไรมาก การเรียกแทกซี่จากสนามบินเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับผม แม้จะรู้ว่าที่นี่ต่อของได้เยอะ แต่ผมก็มองว่ามันเสียเวลา เลยแจ้งกับโรงแรมที่ผมจองไว้ว่า คุณช่วยเตรียมรถมารับผมหน่อยได้ไหมครับ เดี๋ยวคิดค่าใช้จ่ายอย่างไรก็บอกมา ซึ่งทางโรงแรมก็เตรียมมาให้ครับ เป็นแทกซี่ที่มารับผม คิด $7 ซึ่งผมก็คิดว่าโอเค อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลา ไปถึงปุ๊บ ขึ้นรถปั๊บ กลับเข้าเมืองไปโรงแรมเลย ทริปนี้เน้นเอาเงินแก้ปัญหาครับ 555 เข้าใจตรงกันนะครับ ฮ่าๆ

ย้อนกลับไปนิดนึง ระหว่างที่ผมยืนรอเข้าแถวเพื่อยื่นเอกสารขอวีซ่าเข้าประเทศ ผมก็เห็นสาวฝรั่งแบกเป้มาเที่ยวครับ ผมก็เลยทักทายตามประสาคนมาเที่ยวคนเดียว แล้วก็ทราบว่าเธอมาจากสวิตเซอร์แลนด์ ชื่อว่า นิโคล เธอมาครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม เธอบอกว่าชอบประเทศเนปาลมาก คนอัธยาศัยดี ของราคาถูก และธรรมชาติก็สวยงาม. ผมถามว่าเธอจะเข้าไปในเมืองอย่างไร เธอบอกว่าจะนั่งแทกซี่ไป ผมก็เลยชวนว่า นั่งไปกับผมไหมละ ไหนๆ เธอก็จะเข้าไปในโซน Thamel ซึ่งเป็นโซนที่ผมจะไปอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องเรียกแทกซี่ จ่ายเงินเพิ่มให้เสียเปล่า ผมจ่ายให้โรงแรมไปแล้ว เธอก็ตกลงครับ ตอนแรกก็จะช่วยแชร์ แต่ผมว่าไม่ต้องหรอก ถือซะว่านั่งเป็นเพื่อนผมละกัน

ระหว่างนั่งรถเข้าตัวเมือง ผมก็เริ่มเห็นสีสันของชาวเนปาลแล้วครับ มีการแต่งกายในชุดพื้นเมือง และที่สำคัญครับ “ฝุ่นโคตรเยอะ” เยอะแบบเยอะมาก จะเยอะไปไหน พออยู่ไปนานๆก็เริ่มเข้าใจว่าด้วยความที่ประเทศเข้ายังกันดารมาก แล้วเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวอีก ทำให้เต็มไปด้วยการก่อสร้างครับ ดังนั้นมาเที่ยวที่นี่ กรุณาเตรียมหน้ากากกันฝุ่นมาด้วยก็จะดีมากครับ เชื่อผมเหอะ

ระยะทางจากสนามบินมายังย่านที่ผมพัก จากแผนที่แล้วไม่ได้ไกลเอาเสียเลย แต่ด้วยถนนหนทางที่ยังกันดารวิถีเบาๆ ประกอบกับรถยนต์ที่วิ่งไปมาทำให้การจราจรติดขัด ก็ทำให้เราใช้เวลานานกันพอสมควรกว่าจะไปถึงที่หมาย

พอรถแทกซี่จอดส่งผมที่โรงแรมแล้ว เขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปส่งนิโคล แต่นิโคลบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเธอเดินหาเองได้ มันก็อยู่ย่านๆแถวนี้แหละ แล้วเราก็แยกกัน ก่อนจะลาแทกซี่ผมให้ทิปไป $5 พวกเขาดีใจกันมาก มารู้ทีหลังว่าคนประเทศนี้รายได้น้อยมากครับ น้อยแบบได้ยินแล้วอเมซิ่งเนปาลี

โรงแรมที่ผมพักในกาฐมัณฑุนั้นชื่อว่า Khangsar Guest House ครับ ผมจองมาในราคาที่ถือว่าถูกมาก คืนละ $10 แค่นั้นเองครับ ผมจองไว้แค่สองคืนก่อน เพราะผมไม่มั่นใจว่าราคาสามร้อยกว่าบาทสภาพห้องจะเป็นอย่างไร รูปโปรโมททุกที่ก็ดูสวยหมด แต่สวยแต่รูปจูบไม่หอมก็มีมาก ดังนั้นเพื่อความชัวร์ มาให้เห็นกับตาก่อน ดีไม่ดีจะได้ว่ากันต่อไปได้. และโรงแรมนี้ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลยครับ เหนือความคาดหมายด้วยซ้ำ คือสภาพห้องดีมาก สะอาดมาก พนักงานต้อนรับก็เป็นมิตรมาก มีน้ำร้อนให้ใช้ ห้องน้ำดี มีปลักไฟหลายจุด มีไวไฟฟรีอีก เห็นแล้วรู้สึกว่า เอากำไรมาจากไหนนิ

หลังจากที่จัดข้าวของเสร็จแล้ว ผมก็หยิบกล้องขึ้นมาคล้องคอ เตรียมออกไปผจญภัยในประเทศที่ตัดสินใจมาแบบปัจจุบันทันด่วน แถมอากาศข้างนอกก็ราว 16 องศาเซลเซียส คนมาจากเมืองร้อนแบบผมก็มีสะท้านบ้างแหละ. ว่าแล้วก็เริ่มไปลุยเนปาลกับผมเลยนะครับ ป่ะ ไปกัน!!

ทางโรงแรมที่ผมพักให้บริการแผนที่เมืองกาฐมัณฑุด้วยครับ เจ้าของโรงแรมชื่อว่า Dip เขาก็ช่วยแนะนำผมว่าจุดท่องเที่ยวในเมืองนี้มีที่ไหนบ้าง แต่ผมก็สารภาพว่าจำไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ทริปนี้เน้นใช้เงินแก้ปัญหา เอาเป็นว่าถ้าไม่เกินงบที่ผมเตรียมมา ก็ไม่ต้องกลัวอะไร (ทริปนี้ผมแลกเงินมาสามหมื่นบาท ได้ราว 900 กว่าเหรียญ ดังนั้นทริปนี้ก็มีงบในใจแล้วว่าห้ามเกินสามหมื่นบาทนะโว้ย…ไม่รวมค่าเครื่องบินไปกลับของการบินไทยนะคับ)

ผมเดินออกจากโรงแรม โดยไม่ลืมที่จะปักหมุดตำแหน่งของโรงแรมบนแอพ Mapme เผื่อหลงทางจะได้หาทางกลับได้ถูก แล้วผมก็เริ่มออกเดินไปเรื่อยๆครับ ด้วยความที่ผมไม่มีแผนการชัดเจน จึงทำให้ทุกอย่างมันดูน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผมมาก ผมชอบถ่ายภาพวิถีของผู้คน ที่นี่ก็เต็มไปด้วยมุมมองที่ผมสนใจ ผมก็เริ่มเก็บภาพไปเรื่อยๆครับ เดินไปเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา สุดแล้วแต่ใจเรียกร้องว่าอยากจะก้าวไปทิศทางไหน

จากที่ผมเดินผ่านๆ ผมเห็นร่องรอยความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2015 อยู่เต็มไปหมดครับ ผมสงสารพวกเขานะ พวกเขาดูเหมือนก็มีชีวิตที่ลำบากกันอยู่แล้ว แล้วยังมาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก แต่ก็นี่แหละ ชีวิตคนเราเกิดมาก็ยากที่จะคาดเดาได้ ก็ต้องต่อสู้กันต่อไปตราบที่ยังมีลมหายใจ

บ้านเรือนของพวกเขาน้ันทาด้วยสีที่ฉูดฉาดมากครับ สีน้ำเงินก็น้ำเงินแป้ด เขียวก็เขียวเวอร์ แล้วยิ่งชุดที่พวกเขาใส่กันอีก พอยืนน่าประตูมันยิ่งส่งเสริมกันใหญ่ ผมก็สนุกสิครับงานนี้ถ่ายภาพกันแบบรัวๆเลย

นอกจากนี้ผมยังเห็นว่าอาคารส่วนใหญ่จะมีไม้ค้ำยันไว้ครับ ซึ่งเป็นการค้ำไม่ให้มันพังลงมา เห็นแล้วก็รู้สึกเสียวๆ มันจะคำ้ได้จริงเปล่าวะ แต่ก็นะ ถ้ามันพังมา ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ คงวิ่งหนีไม่ทันแล้วแหละบักสน ฮ่าๆ

สิ่งหนึ่งที่เป็นสีสันมากของเมืองนี้คือรถสามล้อถีบครับ หาดูชมได้ยากในบ้านเรา จริงๆที่ศรีสะเกษก็ยังมีนะครับ แต่ไม่ได้ประดับประดาด้วยสีสันเรียกแขกอะไรมากมายขนาดนี้ เมื่อผมเดินผ่าน จะมีชาวเนปาลเข้ามาทักทายผมตลอดเลยครับ คำพูดยอดฮิตคือ Hello My Friend. How are you? Where are you from? ซึ่งผมก็ตอบไปครับว่ามาจากเมืองไทย คนเนปาลพูดอังกฤษเก่งมากๆๆๆ ขอปรบมือให้ครับ พูดได้ตั้งแต่เด็กยันคนแก่ใส่ฟันปลอม ผมทึ่งมาก คราหลังผมเลยถามคนเนปาลว่าทำไมพวกคุณถึงพูดอังกฤษกันเก่งจัง เขาบอกว่า เพราะระบบการศึกษาของเขา สอนเป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถมครับ เลยพูดกันได้ โห สุดยอดมาก เพราะว่าภาษาอังกฤษถือว่าเป็นประตูสู่โลกกว้างเลยนะครับ เยี่ยมยอดจริงๆ ดังนั้นใครที่จะมาเนปาลคนเดียว ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ พวกเขาสื่อสารภาษาอังกฤษคล่องแคล่วเหลือหลาย หายห่วง

อีกอย่างที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ส่วนใหญ่แล้วจะเจอแต่ผู้ชายออกมาขายของครับ ผู้หญิงก็มี แต่ค่อนข้างน้อย ผู้หญิงจะเน้นนั่งขายแบบนั่งแช่ ส่วนผู้ชายก็จะออกแนวลุยๆ อย่างเช่น เข็นรถขายถั่ว ขายผลไม้ครับ ผมไม่ได้ถามเหมือนกันว่าเขาขายอย่างไร แต่ทุกคันก็กวักมือเรียกผมตลอดเลย แต่วันนี้ผมขอบายก่อนครับ เน้นเก็บภาพถ่ายก่อนนะครับพี่เนปาล

ผมเดินลัดเลาะเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ เดินฝ่าฝุ่นที่คละคลุ้งตามถนน วันนี้ผมตั้งใจไว้ว่าผมจะเก็บภาพผู้คนริมทางที่ผมเห็นนี่แหละ ผมว่ามันมีเสน่ห์ดี ดังนั้นเจออะไรก็ถ่ายๆไปครับผม

แล้วทันใดนั้นผมก็เห็นซอยอีกซอย มองทะลุไปเห็นสถูปขนาดใหญ่พอควรตั้งอยู่ ผมก็รีบเดินเข้าไปเลยครับ โอ้โห เป็นจตุรัสที่มีคนมานั่งชิลๆ วัยรุนเนปาลก็มานั่งรวมหัวกันฟังเพลง หัวเราะกันลั่น สาวๆเนปาลก็มากับแฟน ยืนถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ ส่วนผู้สูงวัยก็มานั่งเล่นหมากกระดานบ้าง นั่งคุยกันบ้าง ตากแดดแก้หนาว

ผมก็ชอบนะครับสถูปแห่งนี้ มีดวงตาและจมูกด้วย น่ารักมากๆ ฮ่าๆ มารู้ทีหลังว่า ทุกอย่างที่เป็นสถูปคือสัญลักษณ์ทางศาสนาพุทธหมดครับ เช่น ดวงตาหมายถึงดวงตาเห็นธรรม หรือการหยั่งรู้ ส่วนจมูก หมายถึง การหลุดพ้น หรือปรินิพพานครับ จริงๆก็มีรายละเอียดยิบย่อยอีกพอสมควร แต่ผมจะพูดถึงทีหลัง เมื่อเราไปเจอวัดที่เป็นอภิมหาสถูปกันในวันหลัง

ผมอ่านในอินเตอร์เน็ต เขาแนะนำว่าการเที่ยวสถูปให้เดินตามเข็มนาฬิกา ผมก็เดินตามครับ ถ่ายภาพไปด้วย ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเที่ยวในทิเบต เพราะบรรยากาศมันให้มากๆ มันเหมือนแชงกรีล่าที่ผมเพิ่งไปเยือนมา สถูปประดับประดาไปด้วยธงมนต์หลากสีสัน แถมมีวัดที่เป็นรูปทรงเป็นวัดที่ทิเบตที่มีกวางหมอบเคียงข้างธรรมจักร พระที่เดินไปเดินมาก็แต่งกายเป็นลามะอีก แล้วจะไม่ให้ผมคิดถึงทิเบตได้อย่างไรเล่า

สถูปสีขาว รายล้อมด้วยเจดีย์สีดำๆอีกหลากหลายคับ และยังมีนกพิราบด้วยครับ นกเยอะมาก คนที่นี่ก็ชอบให้อาหารนกด้วย สำหรับใครที่มาหลายคนน่าจะชอบเวลาถ่ายภาพกับนกพิราบตอนที่มันบิน ผมว่าสวยเลยแหละ วัยรุ่นที่นี่ก็วิ่งไล่นกเพื่อเก็บภาพกันสนุกสนาน นักท่องเที่ยวแบบผมก็ยืนมองด้วยความสนใจใสสิ่งแปลกใหม่ในพื้นที่ต่างแดน

ผมถ่ายภาพที่นี่ “เยอะมากกก” อยากเติม ก. ไก่ ไปอีกสักสามสิบตัว มารู้ทีหลังจากน้องพนักงานต้อนรับในโรงแรมว่า “นั่นมันสถูปเล็กๆเองนะ” ฮ่าๆ เล็กสำหรับคนพื้นเมือง แต่สำหรับคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่แบบผม มันก็ถือว่าอลังการแล้วแหละครับ

ในความสวยงามที่มองเห็น ก็มีความเสื่อมโทรมแทรกอยู่ด้วย ตรงสถูปนี้ก็เหมือนจะมีพวกสิ่งก่อสร้างบางอย่างได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเหมือนกันครับ จึงมีงานก่อสร้างอยู่ข้างๆด้วย

ทุกช่วงที่ผมยืนชมงานสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ผมจะเห็นว่าชาวเนปาลจะหันมามองและยิ้มให้ตลอดเลยครับ ผมประทับใจพวกเขามากๆ พวกเขาเป็นคนที่เป็นมิตรสุดๆ รอยยิ้มที่จริงใจ มันต่างจากรอยยิ้มเรียกแขกเพื่อซื้อของ

วันแรกของผมที่เนปาลก็อบอุ่นดีครับ การมาเที่ยว สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ เรื่องราวของ First Impression นี่แหละครับ หลายครั้งที่เราไปแล้วเจออะไรไม่ดี มันก็พาลไม่อยากจะไปเยือนซ้ำ ไม่อยากบอกต่อ แต่ทริปนี้ทุกวันที่ผมเจอ บอกเลยว่า มีสีสัน และเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่น่าจดจำครับ ทั้งสนุก ทั้งโมโห ทั้งหดหู่ ครบทุกอรรถรสเลยจริงๆ

หลังจากเดินเที่ยวจนอิ่มหนำสำราญใจแล้ว ผมก็กลับเข้ามาที่โรงแรมเพื่ออาบน้ำแต่งตัวออกไปหาอะไรทานครับ อากาศภายนอกก็เริ่มลดลงเหลือเลขหลักเดียวเสียแล้ว โชคดีมากที่ชุดที่ผมเตรียมไป เอาอยู่ทุกวันครับ แถมไม่หนาเทอะทะด้วย ทุกอย่างดี เปรมปรีสุขสันต์

อาหารวันแรกที่ผมทาน เป็น Nepali Set คับ ไม่รู้ว่าคืออะไร สั่งไปเพราะอยากลองอาหารพื้นเมืองเขา ที่นี่เขาจะทำอาหารสดใหม่ตลอดเลยคับ ดังนั้นเราต้องรออย่างน้อย 30 นาที กว่าจะได้กินครับ เขาไม่มีการทำแช่รอไว้ สั่งแกง ก็จะแกงกันตอนนั้นแหละคับ. สำหรับเมนูมื้อนี้ก็มาเป็นชุด ประกอบด้วยข้าว โยเกิร์ต ซุปสองอย่าง และผักอีกอย่างครับ กินๆคละๆกันไปก็อร่อยดี ใช้ได้ครับ แม้จะมีรสชาติของซุปสีขุ่นๆตัวหนึ่งที่ผมว่าติดเค็มไปหน่อย แฮะๆ

ผมเริ่มเพลียแล้วแหละครับ การนั่งเครื่องบินนานๆ ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นหรือน่าสนุกอีกแล้วสำหรับผม (ยกเว้นตอนเห็นวิวสวยๆ ฮ่าๆ) เพราะมันทำให้ล้าสุดๆครับ วันนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องรีบเข้านอนก่อนละครับ พรุ่งนี้ยังมีกิจกรรมให้ทำต่อ จะได้ไปเห็นอะไรที่เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจของชาวเนปาลกันเสียที กับเรื่องราวของกุมารี และจตุรัสกาฐมัณฑุดูบาร์ ครับ

Related Posts