My Backpacks

แบกเป้คู่ไป เดินทางไปยูนนาน ตอน ขึ้นเขาหิมะมังกรหยก

ตอนที่แล้ว ผมพาไปสัมผัสบรรยากาศสไตล์โบราณๆของเมืองโบราณลี่เจียงแล้ว ตอนนี้ผมจะพาไปเที่ยวแบบแตะขอบฟ้า ที่ระดับความสูงเหนือน้ำทะเล 4,680 เมตรกันครับ ใช่แล้ว เราจะเดินทางไปขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยกกัน

หลังจากที่พวกเราเที่ยวเมืองโบราณกันสนุกสนานหอมปากหอมคอกันแล้ว ผมสองคนก็เดินทางกลับไปยังที่พักครับ ที่พักผมลืมบอกไปว่าพักที่ไหน โรงแรมที่ผมพัก ชื่อโรงแรม Blossom Tree House อยู่ในเมืองโบราณลี่เจียงแต่ว่าอยู่ขอบนอก เงียบสงบ เน็ตใช้ได้ดี แต่ก็อย่างว่าเข้าเฟสบุค เข้าไลน์ ไม่ได้ ฮ่าๆ  ห้องพักก็ถือว่าโอเคนะครับ สำหรับพวกผมสองคนก็ถือว่าใช้ได้เลย ที่สำคัญคือผมประทับใจกับการบริการของสตาฟที่นี่ เพราะวัยไล่เลี่ยกันด้วย ตอนที่จองก็เห็นได้รับรีวิวดี พอไปใช้จริง ก็ดีอย่างที่ว่าครับ ก็ขอแนะนำต่อละกัน

การเดินทางมายังโรงแรมนี้ สามารถให้โรงแรมเรียกรถแท็กซี่ให้ได้นะครับ เค้าไม่คิดค่าบริการเพิ่ม ราคาตอนผมนั่งจากสนามบินลี่เจียงเข้ามาก็ 80 หยวน ครับผม

เอาล่ะ มาต่อกันดีกว่า…

IMG_3443

เมื่อถึงที่พัก ผมก็สอบถามกับสตาฟโรงแรม เธอชื่อว่า แอริส ครับ ว่าพรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก สามารถไปได้ทางไหนได้บ้าง เธอก็แนะนำว่า พวกเธอสองคนลุยกันได้ แนะนำให้นั่งรถบัสไปดีกว่า ราคาไปกลับ 40 หยวน แล้วก็มีจ่ายค่าเข้าอุทยานและค่าขึ้นกระเช้า อีก รวมๆกันแล้วก็ประมาณ 305 หยวน (รวมค่ารถบัส) ผมเทียบดูเวลา และสถานที่แล้ว ก็ถือว่าโอเคครับ แม่สาวแอริสเธอก็จัดแจงโทรบอกรถบัสว่ามีต่างด้าวสองคนจะไปแจมด้วย และบอกผมว่าพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้านะจ๊ะหนุ่มๆ เพราะรถออกเดินทาง 8:00 น. ถ้าตื่นไม่ทัน ฉันจะไปเคาะประตูห้องพวกเธอเอง

พอถึงรุ่งเช้า ประมาณ 7:00 น. พวกผมก็ตื่นนอน ทำธุระส่วนตัวกันเสร็จ ก็ออกไปหาอะไรกินก่อนครับ แม่สาวแอริสก็สีหน้าสลืมสลือ เพระเมื่อคืนเธอออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ พอเห็นพวกผมก็บอกว่า ไปหาข้าวเช้ากินก่อน แต่รีบกลับมาก่อน 8:00 น. นะ ผมก็ออกไปหาอะไรกินครับ แต่พระเจ้าช่วย สั่งอาหารกว่าจะได้กิน กว่าจะกินเสร็จก็เกือบชั่วโมงครับ เพราะอาหารมันร้อนมาก ให้เดาว่ากินอะไร… ครับ บะหมี่ อีกแล้ว (คืออาหารเช้าแถวนี้มันมีแต่แบบนี้ครับ)

พวกเราก็รีบออกจากร้านข้าว เพื่อกลับไปยังโรงแรม พอเดินออกมาหน่อยนึงก็เจอแม่สาวแอริสเดินมาหา บอกว่า รีบวิ่งๆ รถมารอแล้ว ตรงโน้นนนนนน พร้อมชี้มือไปยังจุดหมายข้างหน้าที่อยู่ถัดไปหลายร้อยเมตร เธอวิ่งไปด้วย อธิบายไปด้วยว่า เนื่องจากพนักงานเค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และเค้าอ่านชื่อพวกเธอไม่ออก แต่จำไว้นะว่า พวกชื่อใช้รหัส 86 (ปาซื่อลิ่ว) เป็นชื่อพวกเธอ แล้วพวกเราก็กระหืดกระหอบไปถึงรถบัสจนได้

หนทางไปยังภูเขาหิมะมังกรหยกใช้เวลาเกือบชั่วโมงครับ ระหว่างทางเค้าก็แวะให้เข้าห้องน้ำ และซื้อพวกออกซิเจนกระป๋อง ผมแนะนำว่าให้ซื้อเตรียมไปเลย เพราะถ้ายิ่งใกล้อุทยาน ราคายิ่งแพงมาก และเสื้อกันหนาวก็เตรียมไปด้วยนะครับ ไม่งั้นต้องเสียค่าเช่าเสื้อกันหนาวอีก แพงด้วยเช่นเดียวกัน

พนักงานบนรถบัสให้เราเลือกครับว่า เราจะไปเที่ยวตรงไหนบ้าง มีสองออพชั่นคือ

  • ขึ้นภูเขาหิมะ มังกรหยก และไปหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน
  • ไปดูโชว์จางอี้โหมว และไปหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน

ผมก็สงสัยสิครับ ว่าผมจะไปทั้งหมดเลยไม่ได้เหรอ เค้าบอกว่าไม่ได้ครับ เพราะเวลาไม่พอ ผมก็เลยปรึกษากับเพื่อน เพื่อนผมไม่เคยเห็นหิมะ ก็เลยเลือกขึ้นภูเขาดีกว่า

IMG_3405

รถบัสพาพวกเราขึ้นมายังจุดขึ้นกระเช้า ซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,800 เมตร จากนั้นเราก็ต่อคิวยาวเหยียด เพื่อรอขึ้นกระเช้า อากาศข้างบนหนาวมาก และออกซิเจนเบาบาง หลายๆคนเริ่มมีอาการเหนื่อย หอบ ต้องสูดออกซิเจนกระป๋องกันแล้ว

เมื่อถึงลงจากกระเช้า อากาศข้างบนติดลบครับ หนาวเวอร์ มีลมด้วย แต่ก็ฟิน ที่สำคัญคือ บรรได ทอดตัวน่าจะเกือบพันขั้นได้มั้งครับ ทอดตัวให้เราเดินชมวิวและเดินขึ้นไปยังจุดสูงสุดของภูเขาแห่งนี้เท่าที่จะอนุญาติให้มนุษย์อย่างเราๆเข้าไปถึง ผมก็เดินไปถ่ายรูปไป ในขณะที่เพื่อนร่วมทริป เริ่มหอบมากขึ้น เพื่อนผมมีอาการโรคความสูงอย่างชัดเจน คือหน้าแดงมาก ดูป่วยสุดๆ เดินไปแป็บนึงหยุดสูดอากาศ แม้กระทั่งเพื่อนคนใหม่คนจีนที่รู้จักกันระหว่างนั่งรถมา เป็นสองสาวจากอู่ฮั่นและหูหนาน ต่างก็มีสภาพไม่แพ้กัน

IMG_3440

แต่ผมเป็นคนไฮเปอร์ไงครับ งงกับตัวเอง ไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น ผมก็เดินทอดน่องชมภูเขา ชมหิมะรอเพื่อนๆ พร้อมกับให้กำลังใจว่า อีกไม่ไกล แค่หลายร้อยเมตร เอง ฮ่าๆ สู้ๆเพื่อนๆ!

และในที่สุด พวกเราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง คุ้มค่ามาก เพื่อนผมดีใจมาก บอกว่าหอบสังขารมาถึงจนได้ แล้วก็สูดออกซิเจนกระป๋องไปอีกเฮือกใหญ่ เรายืนชมวิวกันสักพัก แล้วผมก็หันมองย้อนกลับไปที่ทางที่เราจากมา เดินกันไกลมาก อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ เดินขึ้นบันไดเยอะขนาดนี้ ต่อให้เดินขึ้นที่ระดับพื้นที่ราบปกติก็เหนื่อยหอบอยู่แล้ว แล้วนี่อะไรคือเดินบนระดับความสูงเสียดฟ้า มันก็ยิ่งเหนื่อยสิครับ

IMG_3400

ช่วงนั้นฟ้าไม่เปิดเท่าไหร่ครับ หมอกจัดมาก มองอะไรก็ไม่ค่อยเห็น แต่สักพัก ฟ้าเปิด เห็นวิวเต็มๆตา โอ้โห! มันสุดยอดมาก อธิบายด้วยคำพูดคงไม่เท่ากับให้ตามาเห็นด้วยตัวเอง เรียกได้ว่า หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งครับ

ระหว่างที่ดื่มด่ำกับการชมวิวบนยอดเขานั้น ผมก็ได้ยินเสียงคนพูดภาษาไทย

“เฮียถ่ายตรงนี้ สิ สวยมากกก”

ด้วยความที่มาอยู่เมืองนอกแล้วไม่เจอคนไทย พอได้ยินเสียงคนไทย ผมก็มองหาต้นตอว่าออกมาจากมนุษย์คนไหน แล้วก็เจอพี่สาวพี่ชายเสื้อแดง ยืนถ่ายภาพกันอยู่ ผมก็ทักทายไป พี่ทั้งสองคนบอกว่าเพิ่งมาถึงลี่เจียงเมื่อเช้า นั่งรถบัสมาจากกรุงเทพ!! บ้าไปแล้ว อึดสุดๆ ฮ่าๆ

และพี่ๆเค้ามีแพลนจะไปแชงกรีล่ากันด้วย ก็เข้ากับแผนที่ผมวางไว้พอดี เราเลยแลกเมลกันไว้ และนัดแนะกันว่าเย็นนี้หลังจบทริป เราไปเจอกันเพื่อวางแผนการเดินทางพรุ่งนี้ด้วยกันครับ เป็นพี่ๆที่น่ารักมาก ชื่อพี่ปู กับพี่เต่า ครับผม

IMG_3411

การเดินทางทริปนี้ผมประทับใจเพื่อนๆใหม่สองสาวจากเมืองจีนมากๆ สาวคนแรกชื่อลิซ่า มาจากเมืองอู่ฮั่น เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง พูดภาษาอังกฤษได้โอเค คอยช่วยเหลือแปลภาษาให้พวกผม อีกคนหนึ่งชื่อหวัง มาจากหูหนาน คอยแบ่งอาหารให้พวกเราทาน เพราะเธอบอกว่า เธอซื้อมาตั้งแต่อยู่ในเมือง บนนี้ไม่ต้องซื้อนะ เห็นราคาแล้วเธอจะเป็นลม แพงชิบเป๋ง ฮ่าๆ

หลังจากอิ่มกับการชมวิวบนภูเขาแล้ว เราก็ไปยังจุดหมายปลายทางถัดไปคือ หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน หน้าที่ของเราก็ต้องนั่งกระเช้าลงมา แล้วขึ้นรถบัสในอุทยาน เค้าจะพาเราไปส่งยังสถานีปลายทางครับ พอลงปุ๊บ ก็เจอพนักงานรถบัสที่คอยรับส่งเรา เค้าก็บอกว่า ถ้าจะไปตรงหุบเขาที่ว่า มีสองทาง คือหนึ่ง เดินไป ประมาณสามกิโลเมตร และสองนั่งรถมินิบัสไป ราคา 50 หยวน พอได้ยินราคาแล้วก็ตกใจครับ อะไรกันเนี่ย แพงมากเลย เราสี่คนมองหน้ากัน แล้วก็บอกว่า “เดิน”! เพราะอย่างน้อยวิวมันก็สวย

แต่อยู่ๆ พนักงานคนเดิมก็มาบอกว่า จริงๆ พวกเธอนั่งรถบัสสีเขียวๆนี่ไปได้นะ นั่งฟรี เอ้า! แล้วทำไมตะกี้ไม่บอกละครับ พวกผมก็นั่งรถไป

IMG_3506

หุบเขาพระจันทร์สีนำ้เงิน มีวิวที่สวยมากครับ น้ำในทะเลสาบมีสีสันสวยงาม ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะมังกรหยก เห็นแล้วประทับใจ และอาณาบริเวณมันยิ่งใหญ่ไพศาลมาก เดินไปถ่ายรูปไปอย่างพวกผมเนี่ยใช้เวลากันเยอะเลยทีเดียว

IMG_3518

อย่างไรก็ตาม ที่ท่องเที่ยวจีนมีข้อเสียอยู่อย่างครับ คือแม้จะมีป้ายว่าห้ามสูบบุหรี่ แต่คนจีนก็สูบกันไม่แคร์อะไรเลย ผมยิ่งแพ้บุหรี่ ก็รู้สึกอึดอัดเอาการ กลัวเหลือเกินว่ากลับมาจะเป็นมะเร็งปอด ฮ่าๆ

IMG_3560

สารภาพว่าเดินไม่ทั่วครับ เพราะจุดนั้นก็สวย จุดนี้ก็สวย เดินไม่ถึงตรงที่เป็นเหมือนขั้นบันไดหินด้วย แอบเสียดาย แต่ก็มองเห็นระหว่างนั่งรถครับ เย็นมากแล้ว เราก็นั่งรถบัสกลับไปยังเมืองโบราณ จริงๆลี่เจียงมีจุดให้เที่ยวเยอะหลายที่ครับ แต่เวลาที่มีไม่สามารถไปดูครบทุกจุด

IMG_3651

เราสองคนเดินไปยังกังหันน้ำยักษ์ เพื่อรอพบพี่เต่ากับพี่ปู ระหว่างนั้นฝนก็เทลงมา ยิ่งเพิ่มความหนาวเหน็บ เพื่อนผมเองก็ดูสีหน้าไม่ค่อยไหว เพราะโรคความสูงที่ว่า พอเจอพี่ๆทั้งสองคน เราก็ไปยังสถานีขนส่งและสอบถามตารางเดินรถ ซึ่งเวลาเดินรถไม่ดีเลยครับ ผมเลยอาสาบอกว่าจะไปถามแม่สาวแอริส ว่าถ้าจะเหมารถไปกันเองเธอหาให้ได้หรือเปล่า และราคาเท่าไหร่

คืนนั้นผมย้ายที่นอน มานอนที่โรงแรม 7Days Inn ใกล้ๆสถานีขนส่ง เพราะเพื่อนผมอาการไม่ค่อยดีเอามากๆ ไม่อยากให้เดินเยอะ ราคาห้องละ 138  หยวน

แอริสหารถให้พวกเราได้ สำหรับสี่คน เดินทางจากลี่เจียง ไปยังหุบเขาเสือกระโจน และแชงกรีล่า คิด 800 หยวน หารแล้วคนละ 200 หยวน พวกผมโอเคครับ เพราะเราควบคุมเวลาได้ อยากแวะก็แวะ ไม่ถือว่าแพง แถมคุณลุงที่เป็นคนมาส่งก็ดีมากๆๆ ทริปนี้เจอแต่คนดีจริงๆ

ตอนต่อไป ผมจะพาไปชมความยิ่งใหญ่ ความสวยงาม ของโค้งแรกของแม่น้ำแยงซีเกียง  หุบเขาเสือกระโจน และแชงกรีล่า รับรองว่าอิ่มหน่ำความสุขไม่แพ้วันก่อนหน้าเลยครับ

Leave a comment