Blog, Story

ทริปแบกเป้สั้นๆ 2 คืน 3 วัน ไปสนุกด้วยกันที่ มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า

สวัสดีครับ ผมกลับมาแล้ว หลังจากที่ออกเดินทางไปร่วมสนุกกับเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันที่เมืองมัณฑะเลย์และเมืองโดยรอบกับทริปสั้นๆ 3 วัน 2 คืน ต้องบอกเลยว่า แม้ผมเองจะไปพม่ามาแล้วสองรอบ แต่พม่าก็ยังตราตรึงสร้างความประทับใจเสมอครับ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรมและมิตรภาพของคนท้องถิ่น ผมรักเมืองพม่าจังเลย

เอาละครับ มาอ่านเรื่องเล่าการเดินทางครั้งนี้ของผมกันดีกว่า  ทริปนี้เป็นทริปที่ผมเป็นคนวางแผนให้เพื่อนๆครับ เนื่องจากว่ามีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนรักของผมก็นัดเจอกัน แล้วก็คุยกันว่า เออเนี่ย พวกเราก็รู้จักกันมา 12 ปีแล้วนะ เรายังไม่เคยได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองนอกด้วยกันเลย ลองจัดทริปต่างประเทศสักทริปไหม และเพื่อนก็ให้ผมในฐานะที่ออกเดินทางเก่งที่สุดในกลุ่มแนะนำว่าในระยะเวลาสั้นๆที่เพื่อนๆพอจะลางานไปได้สัก 3 วัน 2 คืนจะไปไหนดี

ผมก็คิดแล้วก็แนะนำว่า ไปพม่าละกัน เน้นเมืองมัณฑะเลย์ เพราะจะได้เที่ยวเมืองรอบๆด้วย ว่าแล้วเราก็เซ็ตวันที่เดินทางกันเลยครับ หาตั๋วถูกๆ แล้วก็นัดหมายกัน เหตุผลที่เราไปได้แค่นี้ ก็เนื่องจากว่าสมาชิกในกลุ่มมีคนที่ทำงานต่างจังหวัดด้วย จึงต้องเผื่อเวลาเพื่อนไปกลับกรุงเทพฯด้วยนั่นเอง

สมาชิกในกลุ่มครับ เป็นแกงค์ชายล้วนเด็กหอในจุฬาฯ พอเรียนจบออกมาก็นัดเจอกันครบทุกคนยากเย็นแสนเข็ญ ทริปนี้เพื่อนๆก็ไม่รู้นะครับว่าไปกันครับ ผมเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ ให้อีกสองคนไปปรากฎตัวที่พม่าเลย 555

หลังจากที่ออกเดินทางและไปถึงสนามบินพม่าแล้ว พวกเราก็เดินไปยังทางออกเลยครับ เพื่อหาจุดแลกเงิน เรทก็ไม่ได้ต่างกันมากครับ แนะนำนะครับว่าให้แลกเงินดอลลาร์แบบใหม่มากๆๆ ห้ามยับ ห้ามมีรอยขีดเขียนเพื่อเอาไปแลกเป็นเงินจ๊าดที่พม่า (หน่วยคือ MMK) วันที่ผมแลก 1 USD = 1345 MMK ครับผม พวกเราก็แลกกันคนละ 200 USD ทริปนี้เตรียมไปแค่นี้ครับ ผมเองก็คำนวณดูแล้วว่ามันเหลือแน่ๆ แต่ให้เอาไปเผื่อไว้ เผื่อใครจะซื้อของกลับบ้าน ก็ได้ตังค์มาคนละสองแสนกว่าจ๊าด ร๊วย รวย

พอได้เงินแล้วก็ทำงานซื้อซิมการ์ด สำหรับเล่นเน็ตที่พม่าครับ แนะนำว่าไปซื้อที่สนามบินนั่นแหละครับ เอาของค่าย ooredoo นะครับ ผมว่าถูกดีนะ อย่างผมเองก็ซื้อแบบ 2GB ราคา 4,500 MMK ครับ ใช้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำสำหรับสามวันสองคืน ที่ซื้อซิมก็อยู่ตรงทางออกนั่นแหละคับ ติดกับจุดรับแลกเงิน สาวๆพม่าที่ขายของก็บริการดีมากเลย

แลกเงินกันเสร็จแล้ว เดินทางเข้าเมืองกันครับ เนื่องจากว่าพวกผมไปกันหลายคน เราคำนวณหาจุดคุ้มทุนดูแล้ว ค้นพบว่า เราเลือกที่จะนั่งรถตู้แบบ 7 ที่นั่งไปกันดีกว่าครับ แต่เนื่องจากอีกสองคนมีแฟนไปด้วย ทริปนี้จึงมี 8 คน ครับ ไม่ต้องกังวลนะครับ รถที่นั่นเค้าติดราคามาตรฐานไว้ชัดเจนเลย ซึ่งผมว่าดีมากๆ อยากให้ทุกที่ทำแบบนี้ คือถูกแพงผมโอเคนะแต่อย่างน้อยให้เราได้รู้ว่าเรทราคาเป็นยังไง ไม่ใช่ต้องมาต่อราคา พอมาทราบทีหลังว่าถูกโก่งราคามันก็เสียความรู้สึกเนาะ . อย่างถ้าใครจะนั่งรถแบบแจมกับคนอื่น เค้าคิดคนละ 4,000 จ้าด แต่ถ้าเหมาเลยแบบ 7 ที่นั่ง ก็คันละ 20,000 จ้าดครับ แต่พวกผมมี 8 คน ไปส่งสองโรงแรม (ห่างกันราว 500 เมตร) เขาคิด 25,000 จ้าดครับ เฉลี่ยคนละ 70 กว่าบาท ถูกจะตาย ลุยเล้ย!!

ทริปนี้ผมอาสาเป็นหัวหน้าทัวร์ วางแผนที่เที่ยวทุกอย่าง เพื่อนๆบอกว่า แกพาไปไหนเราก็ไปทั้งนั้นเพราะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเมืองนี้ ผมเลยวางแผนว่า หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินทางไปเที่ยวรอบๆมัณฑะเลย์กันก่อน . ผมถามพี่คนขับรถที่ชื่อว่า ซีรีออง (หรือชื่อเล่น ชิดดอง) ว่าถ้าผมเหมารถตู้คันนี้ไปเที่ยวรอบเมืองมัณฑะเลย์ จนไปสิ้นสุดที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานอูเบ็ง พี่คิดเท่าไหร่ครับ พี่เค้าบอกว่า คิด 35,000 จ้าดครับ ผมก็โอเคจัดไปครับพี่ ไม่อยากจะไปเสียเวลาหารถคันใหม่ เพราะผมว่าพี่ซีรีอองก็สุภาพมากๆ ประทับใจตั้งแต่แรกพบครับ

ที่แรกที่เราไปกันก็คือ “พระราชวังมัณฑะเลย์” ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงแรมที่ผมพักเลยครับ ผมพักที่โรงแรม 79th Living Hotel ครับ แนะนำมากๆ พนักงานดี๊ดี ผมไปพักมาสองครั้งแล้ว ประทับใจจนอยากบอกต่อ อาหารเช้าก็อร่อยด้วย แบบบัฟเฟต์คับ

พอไปถึงที่พระราชวังมัณฑะเลย์ เราก็ซื้อตั๋วกันก่อน เป็นตั๋วที่เอาไว้เที่ยวเมืองต่างๆในมัณฑะเลย์ สกาย มิงกุน อังวะ นะครับ ราคา 10,000 จ้าด เก็บไว้ให้ดี อย่าทำหาย หรือลืมติดตัวไปด้วย เพราะเพื่อนในกลุ่มหลายคนลืมและทำหายจ้า ต้องซื้อใหม่ 555

ราชวังมัณฑะเลย์นั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน แม้จะรู้ว่าเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ แต่อะไรที่มันอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมันก็น่าสนใจทั้งนั้นครับ พวกเราก็เดินเขย่งเท้าเที่ยวไป เพราะบางจุดต้องถอดรองเท้า ร้อนมาก

เกร็ดความรู้นิดหน่อยครับ มัณฑะเลย์เป็นราชธานีสุดท้ายของพม่านะครับ ก่อนจะสิ้นสุดระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ไป ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่นองเลือดมากๆ มีการเข่นฆ่าชิงอำนาจกัน พี่ฆ่าน้อง ฆ่าญาติมิตร ฆ่าไพร่ฟ้าประชาชน และฆ่าแม้กระทั่งชาวต่างชาติ อย่างเช่นตอนที่มีการฆ่าคนในวัง ก็วางแผนให้มีการจัดงานมหรสพ เพื่อให้เสียงดังกลบเสียงคนร้องที่ถูกฆ่า ฆ่าเสร็จแล้วก็เอาไปฝังไว้ในหลุมขนาดใหญ่ แต่หลุมก็พองตัวเพราะศพมันอืด เขาก็พากันเอาช้างมากระทืบๆ ให้ดินมันยุบ แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้ครับ ต้องขุดหลุมออก แล้วลำเลียงศพออกไปนอกพระราชวัง คิดดูสิครับ ภาพแบบนี้มันน่าขนลุกขนาดไหน

พระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้สัก ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียครับ แต่เนื่องจากว่าสงครามสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษก็ได้ทิ้งระเบิดเป็นจำนวนมากถล่มพระราชวังแห่งนี้ เพราะบอกว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังพลของคนญี่ปุ่น ไม้สักทั้งหลายก็ถูกไฟลุกไหม้ เสียหายหมด น่าเสียดายเสียเหลือเกิน สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ก็มีเพียงแค่ป้อมปราการกับคูน้ำรอบๆพระราชวังเท่านั้น นั่นจึงเป็นที่มาที่ผมบอกว่าสิ่งที่เราเห็น ณ วันนี้คือสิ่งที่จำลองขึ้นมาใหม่ แต่ไม่สามารถทำให้ดีดั่งเดิมได้เนื่องจากทรัพยากรไม้สักก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้นแล้ว

พระราชวังแห่งนี้มีการสร้างขึ้นตามแผนผังภูมิจักรวาลแบบพราหมณ์ผสมพุทธครับ ซึ่งก็คล้ายๆกับสถาปัตยกรรมอื่นๆในเมืองนี้ คือว่าจะให้ตรงกลางเป็ฯเหมือนเขาพระสุเมรอันเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วก็มีกำแพงล้อมรอบ มีคูน้ำดั่งทะเลสีทันดร รอบอีกทีอะไรประมาณนี้ จากข้อมูลที่ผมได้อ่านมานั้นบอกว่า กำแพงเมืองที่สร้างกั้นพระราชวัง ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อป้องกันข้าศึก แต่สร้างไว้เพื่อบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ครับ จริงๆก็น่าจะใช่ เพราะศาสตร์การออกรบของพม่านั้นมองว่าการทำศึกคือศิลปะ ต้องยึดตามหลักพิชัยสงคราม ไม่ได้เหมือนฝั่งยุโรปที่มีป้อมปราการหน้าด่านคับ

รอบๆพระราชวัง ที่ด้านทิศตะวันตกมีประตูที่ไว้ใช้ขนคนต่ายออกจากวังด้วยครับ เรียกว่า “ประตูผี” ซึ่งในตอนที่อังกฤษเนรเทศพระเจ้าตี่ป่อและพระนางสุภายาลัด ให้นั่งเกวียนออกจากประตูผีนี่แหละครับ เพื่อจะบอกว่า นี่ชาวพม่าทั้งหลายโปรดรับรู้ว่า พระเจ้าแผ่นดินของพวกเธอนั้นได้สิ้นไปจากพม่าแล้ว หาได้มีราชาหรือกษัตริย์อีกต่อไป การกระทำแบบนี้เป็นการหมิ่นเกียรติมากๆ ทำให้ปัจจุบันรัฐบาลพม่าไม่ยอมซ่อมสะพานแห่งนี้ เพื่อเป็นอนุสรณสถานให้รำลึกถึงความเจ็บปวดที่ถูกชาวอังกฤษย่ำยี

พวกเราใช้เวลากันพอสมควรที่พระราชวังมัณฑะเลย์ครับ จากนั้นก็ออกไปยังสถานที่ถัดไปเป็นวัดชื่อว่าวัดกุโสดอร์ ครับ วัดนี้จริงๆแล้วสวยมาก และยิ่งใหญ่มาก เพราะเคยเป็นที่ทำสังคายนาพระไตรปิกฎด้วยครับ วัดนี้สร้างโดยพระเจ้ามินดงครับผม พระองค์สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้รำลึกถึงการสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่ 4 อีกทั้งยังให้มีการจารึกพระไตรปิฏกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ลงบนหินอ่อน 729 แผ่น จึงกลายเป็นพระไตรปิฏกที่มีเล่มใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตรที่มีการบันทึกพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีครับ โดยเราจะเห็นเจดีย์สีขาวๆ เยอะมาก ครอบหินเหล่านี้ เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

พวกเราถอดรองเท้าทิ้งไว้บนรถแล้วเดินเท้าเปล่าแบบเดินไปกรีดร้องไป เพราะพื้นปูนมันร้อนมากๆ ทำให้เพื่อนๆไม่ค่อยได้ดื่มด่ำกับความงามของสถาปัตยกรรมกันสักเท่าไหร่ อากาศร้อน ทุกอย่างร้อน จนอยากหลบแต่ในร่มครับ นี่เป็นข้อเสียอย่างเดียวของการไปเที่ยววัดและเจดีย์ที่พม่า  ภาพด้านบนเป็นพระเจดีย์มหาโลกมารชิน สูง 30 เมตร ซึ่งจำลองรูปแบบมาจากพระมหาเจดีย์ชเวสิกองแห่งเมืองพุกามครับ สวยงามมาก

หลังคาวัดตามสไตล์พม่าครับผม ที่นี่เราจะเห็นว่ามีคนพม่ามาตื้อขายของกันเยอะมาก ซึ่งผมเองก็ชินแล้วแหละ แต่เพื่อนๆนั้นเป็นครั้งแรกที่ถูกตื้นกันขนาดนี้ ก็เลยอุดหนุนโปสการ์ดบ้าง พัดบ้าง ของฝากบ้างอะไรบ้าง พอหอมปากหอมคอ

ยามตะวันส่องแสงกระทบกับตัวเจดีย์สีทอง มันขับให้ดูอลังการยิ่งขึ้นไปอีกครับ แต่ก็อย่างที่บอก มันร้อนมาก ดังนั้นผมว่านะ ช่วงเวลาที่เหมาะสุดในการเที่ยวพม่าคือเช้ากับเย็น 555

ผมเดินนำหน้าเพื่อนๆ เพราะเพื่อนถูกรุมล้อมให้ช่วยซื้อของ เก็บภาพไปเพลินๆครับ กระโดดโหย่งๆ บางทีก็วิ่งด้วยความเร็วสูง เพื่อให้ถึงจุดที่พื้นเย็นให้เร็วที่สุด

ภายในวัดจะมีคนพม่ามาทำบุญเยอะเลยคับ แต่ครั้งนี้ผมสังเกตเห็นวาไม่ค่อยมีหนุ่มสาวพม่ามาจับคู่คุยกันเหมือนคราวก่อนแล้ว อาจจะมาจากเดี๋ยวนี้มีมือถือกันด้วยมั้ง เปิดแอพหาคู่ง่ายขึ้น โลกเปลี่ยน พฤติกรรมผู้คนก็เปลี่ยนไปอย่างว่าครับ แม้แต่ตัวเราเอง วันๆก็ปัดซ้ายปัดขวาหน้าจอมือถือกันทั้งนั้น

สาวพม่าหุ่นดีมากคับ หน้าก็จะปะแป้งทานาคา ผมละอิจฉาคนประเทศนี้ หน้าใสกันมาก ไม่เห็นคนมีสิวสักคน

เพื่อนๆผมนั้นไม่มีอารมณ์จะถ่ายภาพกันครับ เพราะมันร้อนมากๆ แต่ผมก็บอกว่า มาทั้งที ก็ถ่ายๆหน่อยเถอะ แล้วก็เชิญเพื่อนไปบำเพ็ญตบะ ฝึกขันติธรรมบนลานอันร้อนระอุ แล้วก็รีบกดชัตเตอร์ให้รัวๆ ถ่ายเสร็จ เพื่อนวิ่งแจ้นกลับเข้ามาในร่ม ช่างเป็นทริปบำเพ็ญเพียรเสียเหลือเกิน

ต่อไปผมก็พาเพื่อนไปยังวัดนี้ครับ วัดชเวนันดอร์ โดยส่วนตัวแล้วผมชอบมากๆ เพราะเป็นวัดที่สร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง มีการปิดทองทั้งหลังด้วย แม้ว่ามันจะจางไปบ้างแต่ก็ยังเห็นความยิ่งใหญ่ของตัวอาคาร วัดนี้เป็นวัดที่พระเจ้ามิดงมานั่งปฏิบัติธรรมครับ จึงไม่แปลกที่จะมีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมสุดยอดช่างฝีมือแห่งมัณฑะเลย์ วัดนี้รอดจากการถล่มในยุคสงครามด้วยครับ ใครมามัณฑะเลย์แล้วห้ามพลาด

เช่นเคยครับ แดดยังร้อนระอุ วัดนี้ก็พื้นร้อนเช่นเดียวกัน เราก็กรีดร้องโหยหวนกันถ้วนหน้า เป็นบรรยากาศที่น่าเวทนายิ่งนัก ฮ่าๆ เอ๊ะ

รายละเอียดวัดนี้ละเอียดมากครับ เพื่อนๆผมต่างร้องว้าววว (และตามมาด้วยเสียง โอ้ยร้อนนน)

เพื่อนผมกลายเป็นหนุ่มพม่าไปแล้ว ทานาคาลายใบไม้ด้วย

จุดสุดท้ายของวันนี้เราไปที่สะพานไม้อูเบ็งครับ เพื่อไปรอชมพระอาทิตย์ตก ที่นี่ดีหน่อยที่ไม่ร้อนแล้ว เลยสนุกกันใหญ่ ดูวิวทิวทัศน์แม่น้ำอิรวดีกันไปครับ

ที่นี่มีบริการล่องเรือบนสายน้ำอิรวดีด้วยครับ ใครอยากจะลองก็ลองดูได้เลย แต่พวกผมไม่ได้ลองครับ เน้นเดินชิลๆบนสะพานกันมากกว่า

เก็บภาพไปเรื่อยๆครับ ถ้าใครขยันก็เดินให้สุดสะพานนะครับ อีกฝั่งจะเป็นเมืองอมรปุระ เมืองที่มีศิลปะบรรพบุรุษชาวอโยธยาด้วยในยุคที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลยที่นี่

ถ่ายภาพด้วยกันสักหน่อยคัรบ ทริปนี้ผมเป็นช่างภาพด้วย ไม่ค่อยมีภาพตัวเอง มานี่ก็เนียนเป็นคนพม่าไปครับ

ยิ้มหน่อยครับเพื่อนรัก หนึ่ง สอง สาม ชีสสสส

เห็นเพื่อนๆสนุกผมก็ดีใจครับ เอาจริงๆนะ การได้มาเจอนั่นเจอนี่มันคือผลพลอยได้เสียมากกว่า จุดประสงค์หลักคือการได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตามประสาคนรู้จักกันกว่าสิบสองปีอะไรงี้ครับ

เช้าวันที่สอง ผมเช่ารถพี่ซีรีอองไปเที่ยวเมือง มิงกุน สกาย และอังวะ แล้วมาสิ้นสุดที่ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ Mandalay Hills ครับ พี่เค้าคิดค่ารถ 65,000 จ๊าด ก็ถูกมากๆนะ จัดไปซิครับ รออะไร ฮ่าๆ

ที่แรกที่เราไปนั้นเป็นที่ที่สวยมาก คลื่นๆที่เห็นในภาพเป็นสัญลักษณ์ของคลื่นทะเลสีทันดร ที่แห่งนี้มีชื่อว่าเจดีย์ชินพิวเม หรือ “ทัชมาฮาลแห่งลุ่มน้ำอิรวดี” เพราะสร้างเพื่อรำลึกถึงความรักครับ แน่นอนครับว่ามันก็สวยมาก และ “ร้อนมาก” อีกเช่นเคย เอาเหอะครับ ทริปนี้ทริปบำเพ็ญตบะ

เจดีย์แห่งนี้มีมุมถ่ายภาพสวยๆเยอะแยะเลยคับ ถ้าใครสู้แดดและทนต่อฝ่าเท้าที่เสี่ยงต่อการพุพองได้ก็น่าจะได้ภาพสวยๆกลับไปอย่างล้นหลาม แต่พวกเรามิสามารถครับ แก่แล้ว ถ่ายพอหอมปากหอมคอ แล้วก็รีบรุดไปยังจุดถัดไป อ้อ เจดีย์นี้ก็คนตามตื้อเยอะมากเชนเคย เพื่อนผมยื่นเงินให้ 2,000 จ้าด บอกว่า ไม่ได้ซื้อของนะ ให้ฟรีๆ แล้วหยุดตามพี่เหอะ ฮ่าๆๆ น้องงงเลย

อ้อ ลืมบอกไปว่ามาเมืองมิงกุนต้องซื้อตั๋วเข้าชมแยกนะคับ คนละ 5,000 จ้าด

จากนั้นเราก็ไปชมระฆังมิงกุน ระฆังเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เพื่อนผมไม่ได้ว้าวขนาดนั้นคับ สิ่งที่ว้าวกว่าคือต้นไม้ในวัดต้นนี้ ที่มันมีรูปทรงสวยงามสุดๆ สีสันก็สะดุดตา ผิวต้นไม้ที่เหมือนจะเรืองแสงได้ เราใช้เวลากับระฆังราว 5 นาที และอีกครึ่งชั่วโมงกับต้นไม้ต้นนี้

อยากได้ต้นแบบนี้ไปปลูกที่บ้าน ไม่รู้มันเรียกว่าต้นอะไร

ถัดจากนั้นก็ไปยังจุดสุดท้ายของเมืองกิงกุน คือไปชม เจดีย์เซตตอยา ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดฯให้สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำหลังบนหินอ่อน เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวย่างสู่ดินแดนที่พระเจ้าปดุงมีพระราชดำริจะสร้างเจดีย์มิงกุน หรือ“เจดีย์จักรพรรดิ” ที่ใหญ่ที่สุดและสูงกว่าเจดีย์ใดๆในสุวรรณภูมิ ว่ากันว่าตามแผนการนั้นถ้าทำเสร็จ จะสูงถึง 152 เมตร แต่ว่าสร้างไม่เสร็จครับ คือสร้างได้แค่ฐาน แต่แค่ฐานก็สูงถึง 50 เมตรเลยนะครับ! ที่เหลือให้เห็นนั้นเป็นเพียงซากที่หลงเหลือจากแผ่นดินไหวด้วย . ส่วนในภาพด้านบนเป็นสิงโตคู่ขนาดใหญ่คับ แต่มันก็พังจากแผ่นดินไหวเช่นกัน เหลือแค่ส่วนท้ายให้เราได้ยลโฉม

ที่เมืองสกาย ผมไปเที่ยวเจดีย์ที่ Sky Hills นะคับ แต่ว่ามันร้อนมากกกก ร้อนจนเราไม่อยากจะอยู่ครับ เลยไปแป็บเดียว แล้วย้ายเมืองดีกว่า ก็มาล่องเรือข้ามฟากไปยังเมืองอังวะกันครับผม ค่าเรือคนละ 1,300 จ้าดไปกลับ

เมืองอังวะเป็นเมืองที่เล็กแต่มีเสน่ห์มากๆ ผมมาที่นี่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามก็เห็นการเปลี่ยนแปลงไปเยอะพอสมควรครับ ถนนหนทางสบายมากขึ้น เราใช้บริการนั่งรถม้าครับ คันนึงนั่งได้สองคน คันละ 10,000 จ๊าด จะเที่ยวได้สี่จุดครับ ประเดิมที่จุดแรก วัดบากายาที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง  ภายในวัดนี้มีเสามากถึง 267 ต้น ฝีมือและลวดลายการสลักไม้ในวัดบากายานี้ถือว่าล้ำค่ามากเมื่อเทียบกับวัดอื่นใดในพม่า วัดแห่งนี้ยังไม่ได้รับการบูรณะ ดังนั้นใครอยากเห็นวัดที่เป็นศิลปะดั้งเดิมก็รีบมาเลยคับ

จุดที่สอง วัดยานาดาซินเม เป็นวัดสวยที่เหลือแต่ซากอิฐ ไม่มีการฉาบปูนปิดทับ มีเจดีย์รูประฆังคว่ำอยู่ตรงกลางลาน ที่นี่มีศิลปินนั่งวาดรูปด้วย และมีเด็กเอย คนขายของเอยมาเสนอขายโปสการ์ดบ้าง หยกบ้าง มีน้องคนขายคนหนึ่งหน้าตาจิ้มลิ้มมาก เพื่อนบอกว่าคล้าย BNK48 แต่ผมไม่รู้จักว่าคือใคร เพื่อนผมก็เลยอุดหนุนแม่สาวพม่าด้วยการซื้อของเธอเสียยกใหญ่ แหม่ เพื่อนครับเพื่อน

อังวะมันคือเมืองที่ถูกทิ้งอ่ะครับ หลายคนอยากจะมาเห็นความอลังการ มันก็ไม่ได้อลังขนาดนั้นนะ เพราะว่าหลายจุดก็ถูกทำลาย บางจุดก็ถูกรื้อไปสร้างของใหม่อะไรทำนองนี้ แต่สำหรับ ผมชอบ มันเหมือนมาย้อนอดีต

พอชมวัดนี้เสร็จก็นั่งรถม้าไปกันต่อยังหอคอย Nanmyin แต่ว่าได้แค่ดูนะคับ ห้ามขึ้น ว่ากันว่าเป็นหอเอนแห่งอังวะด้วยแหละ

จุดสุดท้ายที่อังวะแล้วหละครับ ที่นี่ใหญ่มากๆๆ วัดมหาอังยีบองซาน

ตัววัดเป็นสีเหลืองอ่อนๆ สวยงามดีครับผม

ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกนิดหน่อยก่อนจะกลับไปยังเมืองมัณฑะเลย์และไปต่อที่มัณฑะเลย์ฮิลล์ครับ

สำหรับทริปนี้เป็นอีกทริปที่เรียกได้ว่าสนุกกันมาก แม้จะเป็นทริปสั้นๆ แต่ก็รู้สึกยาว การได้ไปไหนมาไหนกับกลุ่มเพื่อนรักนี่มันก็ได้อรรถรสไปอีกแบบนะครับ และนี่คือแพลนการเดินทางและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ไม่นับค่าซื้อของฝากคับ

ค่ารถตู้เข้าเมืองจากสนามบิน 25,000 จ๊าด

ค่ารถตู้เที่ยวมัณฑะเลย์ครึ่งวัน 35,000 จ๊าด

ค่ารถตู้เที่ยวเมืองมิงกุน สกาย อังวะ เต็มวัน 65,000 จ๊าด

ค่ารถตู้ไปชมล้างหน้าพระในวันที่สาม 20,000 จ๊าด

ค่ารถตู้พาไปส่งที่สนามบิน 25,000 จ๊าด

ค่าตั๋วเข้าชมเมืองมัณฑะเลย์ 10,000 จ๊าด

ค่าตั๋วเข้าชมเมืองมิงกุน 5,000 จ๊าด

พักที่โรงแรม 79th Living Hotel คืนละ 20,000 จ๊าด รวมอาหารเช้า

ค่าเครื่องบินไปกลับ แอร์เอเชีย 2,600 บาท

สรุปค่าใช้จ่ายคนละ 4,500 บาท

และนี่แหละครับคือเรื่องราวการเดินทางไปเยือนพม่าแบบทริปสั้นๆ สามวันสองคืนของพวกผมครับ หากใครที่วางแผนจะไปเที่ยว แล้วสงสัยตรงไหนก็สอบถามได้นะครับ ถ้าผมทราบก็จะรีบตอบให้ทันทีเลย ขอบคุณที่ติดตามอ่านเรื่องราวการเดินทางของผมครับ แล้วเจอกันใหม่ ทริปหน้าจะไปไหนดีนะ 555