photograph

แบกเป้เที่ยวลำปาง ปลายทางฝัน เมืองที่ไม่ผันตามกาลเวลา

“สน . สนใจมาเที่ยวลำปางไหมครับ?”  รุ่นพี่ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งโทรมาหาผม รุ่นพี่บอกว่าที่ลำปางจะจัด งานวิ่งมินิมาราธอน และอยากให้ผมไปร่วมสนุกกัน

ผมเองก็คิดถึงรุ่นพี่อยู่แล้ว ก็เลยรับปากว่า โอเคครับ ผมจะไปร่วมงาน แต่ไหนๆก็จะไปแล้ว ก็อยากจะไปล่วงหน้าสักวันสองวัน เผื่อได้เที่ยวลำปางด้วย

Booking.com

ลำปาง… อือ ไม่รู้สิ ไม่เคยไป และไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงสักเท่าไหร่ ผมก็เลยไม่รู้อะไรมากว่าจังหวัดนี้มีอะไร ตอนนั้นได้แต่คิดว่า เดี๋ยวไปดูเอาข้างหน้า และสุดท้าย ผมก็ถูกลำปางพ่นมนต์ใส่ครับ  ฮ่าๆ โอยจังหวัดอะไรเนี่ย โคตรชิค โคตรชิล โคตรสวย โคตรมีเสน่ห์ คนรักประวัติศาสตร์ รักงานศิลปะโบราณ เห็นแล้ว ใจละลาย จนต้องรีบบอกต่อ ว่ามากันเหอะ มันดีมากจริงๆ จังหวัดนี้

ผมเดินทางด้วยสายการบินนกแอร์จากดอนเมือง บินตรงสู่ลำปางครับ เป็นเครื่องบินใบพัด ที่นั่งฝั่งละสองที่ ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงก็มาถึง ลำปางแล้วครับ รุ่นพี่ก็มารับผมที่สนามบิน  เราโผกอดกันด้วยความคิดถึง จากนั้นก็ไปทานข้าวซอยกันครับ ชื่อว่าร้านข้าวซอยแม่คำแสน  เป็นร้านที่ผู้คนท้องถิ่นนิ ยมมานั่งทานกันมาก รสชาติอร่อย ราคาไม่แพงด้วย แต่ต้องรีบไปนะครับ เพราะร้านนี้หมดเร็วมากจ้า ยิ่งถ้าจะไปกันเป็นหมู่คณะต้องรีบติดต่อ เนื่องจากเค้ากลัวว่าถ้าไปไ ม่แจ้งจะไม่มีของบริการลูกค้าประจำเค้า 55

ทานกันอิ่มแล้ว รุ่นพี่ผมก็พาผมขับรถดูรอบๆ บริเวณที่ผมจะพักก่อน วันนี้ผมจะนอนที่โรงแรมชื่อ ว่า “ฮักลำปาง” ขอบอกก่อนว่า โรงแรมในลำปางมันมีเอกลักษณ์มากครับ นั่นคือเค้าจะใช้ตึกเก่าๆมา ต่อยอดทางธุรกิจ ดัดแปลงเป็นห้องพักบ้าง เป็นร้านอาหารบ้าง แล้วแต่งแบบมีสไตล์ดีเลยคับ  อย่างที่โรงแรมนี้ก็เคยเป็น ธนาคารมาก่อน ห้องพักก็ใหญ่มาก มีแบ่งโซนห้องน้ำไปอีก และมีระเบียงด้วย และที่สำคัญคือโรงแรมนี้มีจักรยานบริการฟรี!! ผมเลยไม่รอช้า หลังจากเช็คอินแล้วก็รอแดดร่มลมตกก็ปั่นจักรยานเลาะรอบ ๆที่พักครับ

ที่แรกที่ผมผ่านคือสะพานรัษฎาภิเศกครับ เป็นสะพานที่มีสีขาวทอดยาวข้ามแม่น้ำวัง ว่ากันว่าสะพานแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งแล้วครับ เป็นสะพานที่รอดจากการถูกโจ มตีทิ้งระเบิด เพราะสมัยนั้นมีการทาสีพรางตาไว้ แต่เนื่องจากว่าเมื่อก่อนมันเป็นไม้ เลยทำให้ชำรุดผุพัง เลยก่อสร้างใหม่โดยเสริมคอนกรีตเข้าไปคับ

ผมปั่นจักรยานลัดเลาะไปเรื่อยๆครับ แล้วก็เจอเส้นทางปั่นจักรยาน เค้าทำเป็นสัญลักษณ์ไว้ ก็เลยปั่นไปตาม แล้วก็เห็นวัดนี้ครับ โอ้โห เป็นรูปทรงอย่างกะสถาปัตยกรรมของสิบสองปันนาเลย! (คือผมเที่ยวเมืองนอกมากกว่าเมืองไทยไง เวลาเห็นงานเลยจะลิงค์กับที่เคยเห็นใน ตปท)

ผมไม่รอช้า รีบจอดจักรยานแล้วเดินเข้าไปยังวัดเลยครับ

วัดนี้ชื่อว่าวัดปงสนุก

วัดนี้สวยมากครับ งานเป็นศิลปะแนวฮินดูอ่ะผมว่า คือมันคล้ายกับเนปาลที่ผมเคยไปเห็น คล้ายกับบาหลี และก็มีคล้ายกับหลวงพระบาง คล้ายกับวัดทางสิบสองปันนา

ผมเดินดูมุมนั้นมุมนี้ภายในวัด ก็ยิ่งชอบไปใหญ่ คือวัดนี้ไม่ได้มีแค่วัด!!

แต่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์และวัตถุโบราณเยอะมากๆๆ

แถมมีอายุ 1,300 กว่าปีจ้า วัดนี้อายุพันกว่าปี!!!!

อาคารนี้คือวิหารพระเจ้าพันองค์ครับ พระเจ้าพันองค์จริงๆนะ คือเค้าประดับประดาด้วยรูปแกะสลักนูนต่ำของพระพุทธเจ้าเต็มไปหมดเลยครับ

นี่ครับ พันองค์!! เลิศมากกก โอย แค่วัดแรกก็ทำให้ผมประทับใจแล้วครับ

ระหว่างที่ผมยืนถ่ายภาพสถาปัตยกรรมที่วัดนี้ ก็มีฝรั่งสี่ห้าคนมาเดินเที่ยวชมครับ

ผมอยู่ลำปางสามวัน นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยนะครับ ผมว่าก็ดีนะ สงบดี ไม่พลุกพล่าน แต่ใจหนึ่งก็อดเสียดายนะครับว่า ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าจังหวัดนี้มีของดีที่เป็นของคู่บ้านคู่เมืองเต็มไปหมดรอให้เรามาศึกษา มาค้นคว้า หรือมาดูชม

งานศิลปะที่ผ่านเวลามานับร้อยนับพันปี บ่งบอกถึงความศรัทธาและฝีมือของช่างบรรพบุรุษของพวกเราครับ

คนชอบงานศิลปะโบราณน่าจะชอบวัดนี้ไม่ยากครับ ลวดลายทุกอย่างเก่าแก่ทั้งนั้นเลย

เชิงหลังคา (ไม่รู้เรียกแบบนี้หรือเปลานะครับ ฮ่าๆ) ประดับไปด้วยพระพุทธรูปครับ

ข้างในก็มีพระพุทธรูปตั้งอยู่

หลังจากชื่นชมวัดนี้ด้วยหัวใจพองโตเสร็จแล้ว ผมก็เดินออกมานอกวัด แล้วก็เห็นป้ายเขียนไว้ครับว่า วัดนี้ได้รับรางวัล 2008 Asia-Pacific Heritage Award for Cultural Heritage Conservation จากองค์การ UNESCO !! ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ผมไม่แปลกใจเลยที่ทำไมวัดนี้ถึงได้รางวัล

โอเคคับ ดื่มด่ำกับวัดก่อนหน้าเสร็จแล้ว ผมก็ถีบจักรยานไปเรือยๆ แล้วก็เจอวัดอีกครับ ชื่อว่า “วัดเกาะ”

หือ ไหนไปดูหน่อยซิ

แล้วก็ตะลึงอีกรอบครับ วัดนี้เป็นวัดที่ใหญ่โตมากกก เป็นอาคารไม้ผสมปูนรูปทรงมีการผสมผสานกับศิลปะภาคกลาง
ที่ดุทรงแล้วน่าจะมีอายุเป็นร้อยๆปีอีกเช่นกัน และที่สำคัญนะครับ ทรงสวย ฮ่าๆ

วัดนี้แต่ก่อนเป็นวัดอยู๋กลางเกาะครับ แต่พอเวลาผ่านไปจากเกาะก็กลายเป็นผืนแผ่นดินเชื่อมกัน วัดนี้อยู่ไม่ไกลจากถนนคนเดินกาดกองต้าครับ ไปง่ายมาก

รายละเอียดรอบๆครับ จริงๆน่าจะเป็นศาลาการเปรียญครับ ที่นี่มีการประดับประดาด้วยงานแกะสลักที่สวยงาม

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาก็มีนะครับ นั่นก็คือฝ้าเพดานเป็นฝ้าที่เต็มไปด้วยชื่อผู้บริจาคครับ ดูสะเปะสะปะ ไร้ระเบียบ สำหรับผมไม่ได้มองว่าเป็นสเน่ห์คับ ดูไม่เข้ากันกับสถาปัตยกรรม (ความเห็นส่วนตัวนะครับ) บางคนก็มองว่าเท่เป็นเอกลักษณ์ดี แต่ผมมองว่ามันดูสกปรกอ่ะคับ มีแค่จุดเดียวในวัดนี้ที่ผมขัดตา ฮ่าๆ

ผมมองเห็นป้ายเชิญชวนว่าสามารถเดินไปข้างบนได้ ผมก็เดินขึ้นไปสิครับ ผมว่านะ ลำปางสมัยก่อนก็คงจะร่ำรวยป่าไม้อ่ะ เพราะจากที่มาอยู่ จะเห็นอาคารไม้สวยๆเยอะเลย

นี่ครับเพดานของวัด จะเห็นว่ามีแผ่นฝ้าที่มีการพ่นสเปรย์ (มั้ง) เป็นชื่อผุ้บริจาคครับ แล้วมันเป็นแบบนี้เกือบทั้งหมด มันดูขัดตาผมมากกก ฮ่าๆๆ

เช้าวันที่สอง รุ่นพี่นัดผมตอน 5:30 น. แล้วเราก็นั่งรถไปยังวัดดอยพระฌาณครับ พี่ผมบอกว่า ที่วัดนี้เหมาะกับการไปดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่ที่ผมชอบกว่าพระอาทิตย์ขึ้นก็คือข้างในวัดครับ โอ้มายก็อดดดดดด . สวยมากกกก ดูครับดู!!

เมื่อเดินเข้าไปในวัด สิ่งแรกที่ต้อนรับเราก็คืองานแกะสลักผนังรูปต้นโพธิ์ครับ สวยมาก และนี่คือรุ่นพี่ผู้เมตตาผมสำหรับทริปนี้ครับ พี่ชายผู้ใจดีแท้เจ้า

พอเราเดินอ้อมวัดไป โอ้มายก้อดดด อีกรอบ ดูสิครับ งานแกะจะยิ่งใหญ่ไปถึงไหน?!!!

วัดอะไรเนี่ย แกะได้ไม่เกรงใจชาวบ้านชาวช่องเลย มันทองอร่าม เด่นเหนือยอดเขาเลยคับ

ซูมลวดลายกันอีกสักหน่อย กราบครับกราบบบบ
ลวดลายนี้เป็นลายพญานาคลำปางครับ คือพญานาคที่จังหวัดนี้จะมีหงอนอันนึง

ข้างนอกว่าประทับใจในดีเทลงานแกะแล้ว มาเจอข้างในวัด โอ้ยยยย จะยิ่งใหญ่ไปถึงไหน อลังการไม่แพ้กันเลยครับ ตั้งแต่เสาวัด ยันหลังคา!!!

กราบครับกราบ ยิ่งใหญ่จริงๆ

ข้างในประดับประดาด้วยสีทองครับ สวยมาก

วิหารสมเด็จองค์ปฐมครับ คือไฮไลท์สำหรับผม สำหรับการมาเยือนวัดดอยพระฌาณ

อำลาวัดนี้ด้วยภาพต้นโพธิ์ก่อนที่จะไปหาอะไรทานกันครับ

เรามาหาอะไรทานกันแถวตลาดรถไฟ และที่ตลาดเก๊าจาวครับ ที่นี่เป็นตลาดโบราณ

บรรยากาศภายในตลาดครับ

ชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างพูดภาษาเหนือกันทั้งนั้นเลย น่ารัก ฮ่าๆ

ผมก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ

อาหารที่นี่ผมว่าไม่แพงเลยครับ

และอันนี้คือแกงครับ!! ตอนแรกผมนึกว่าขนม รุ่นพี่บอกผมว่ามันคือ แกงกระด้าง เอามากินกับข้าวได้เลย ผมเห็นแล้ว หือ นี่หรือคือแกง ฮ่าๆ เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหล ะครับ

ต่อไปครับ เราจะไปต่อกันที่วัดพระธาตุ ลำปางหลวง วัดนี้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมื องของลำปางครับ เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุด แห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก ่มากมาย แถมเป็นวันสำหรับคนเกิดปีฉลูด้วย!!

วัดแห่งนี้มีอายุ 700 กว่าปีครับ เป็นหนึ่งในหลักฐานเลยว่าเมื่อก่อนลำปางนั้นเป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่เพียงใด

ที่วัดนี้เต็มไปด้วยงานจิตกรรมอันทรงคุณค่าด้วยนะครับ อย่างเช่น วิหารน้ำแต้ม ที่มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านน าบนแผงไม้คอสองที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุด และหลงเหลือเพียงแห่งเดียวใ นเมืองไทย

นอกจากจะมีภาพวาดอันเก่าแกแ ล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์รวบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่าง ๆ ที่หาชมได้ยาก เช่น สังเค็ด ธรรมาสน์ คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก มาให้เราได้เห็นเป็นบุญตาครับ แต่ผมว่าบางทีก็วางเหมือนมันไร้ค่าไปหน่อยนะคับ แบบวางเหมือนตามมีตามเกิด ฮ่าๆ

ความเก่าแก่ที่บ่งบอกถืงการ ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน

พระพุทธรูปปางมารวิชัยครับ ปางนี้เป็นปางที่เกิดขึ้นระ หว่างที่พระพุทธเจ้ากำลังจะ ตรัสรู้ แล้วก็มีมารยกทัพมา บอกว่า นี่ที่ตรงนี้เป็นที่ของข้านะ ท่านมีบุญมากเพียงใดที่จะมา ใช้ที่นี่เป็นที่นั่ง พระพุทธเจ้าก็เลยคลายจากสมาธิแล้วใช้มือนี้ “เคาะผืนแผ่นดิน” เพื่อเรียกพระแม่ธรณีมาช่วย เป็นพยานถึงคุณงามความดีที่ พระองค์สั่งสมมาแต่ช้านาน

พระแม่ธรณีก็มาปรากฎตัวพร้อ มกับ บีบมวยผมที่บรรจุน้ำที่พระพุทธเจ้าทรงเคยกรวดตอนทำทานบารมีไว้แต่ละภพแต่ละชาติ ซึ่งน้ำก็มีเยอะมากจนกลายเป็นทะเลท่วมเหล่าพญามารนั่นเอง

งานศิลปะนี่ก็สวยครับ เอาจริงๆนะ วัดที่นี่สวยหมดเลย ฮ่าๆ

หลังคาแบบเปิดโล่งตามสไตล์ล้านนา . ที่วัดแห่งนี้นะคับยังมีซุ้ มพระบาทด้วย เค้าสร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ภายในอัศจรรย์มาก เพราะเราจะมองเห็นแสงหักเห ปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แบบมีสีสันด้วย!! แต่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงขึ้น แฮะๆ

นี่ครับ ภาพต้นโพธิ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลือเพียงแห่งเดียวในไทย ภาพนี้กลายเป็นแบบพวกภาพต้นโพธิ์ ที่เราเห็นตามที่ต่างๆ ทั้งวัดทั้งโรงแรมครับ

วันสุดท้ายของการมาเยือนลำปาง ผมไปที่วัดแห่งนี้ครับ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม  เป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่อีกแล้วคับ และสวยไม่แพ้ที่ใดอีกเช่นกัน อย่างในภาพนี่คือซุ้มประตูครับ เป็นงานที่ละเอียดมาก ซึ่งทางวัดได้บูรณะทาสีใหม่ คับ

แถบหลังคาวัดก็แกะสลักสวยงา มจริงๆแม่จ๋า ลูกยอมแล้ววว กราบๆๆๆ

ซูมกันหน่อย

เอาจริงๆนะคับ ถ้าใครที่อยากจะดูรายละเอีย ดทั้งหมด คือแค่วัดเดียวก็อยู่ได้ทั้งวันแล้วแหละ อย่างตรงนี้คันทวย ก็ไม่เหมือนกันสักอันเลยจ้า  แต่ละเสามีคันทวยที่แกะสลัก ลวดลายสวยงามแตกต่างกันหมด

แม้กระทั่งหลังคาก็เต็มไปด้วยงานศิลปะ

ความอลังการนอกจากวัดแล้วอย่างอื่นก็ไม่แพ้กันคับ อย่างลายของเชิงเทียนที่เก่าแก่และแกะสลักสวยงาม

นี่ก็ลายเชิงเทียนครับ

ขนาดของเชิงเทียนไม่ใช่เล็ก ๆนะครับ

วัดนี้มีศาลาจัดแสดงเชิงเทียนโบราณของวัดด้วยครับ ผมถ่ายภาพไปด้วย ฟังบรรยายไปด้วย ยิ่งเห็นความสำคัญของเชิงเทียน และเข้าใจถึงสิ่งที่เขาแกะสลักในเชิงเทียนมากขึ้น

มีเชิงเทียนให้ดูเยอะมาก

วัดนี้เป็นวัดที่รวมสามวัดเข้าด้วยกัน แล้วแต่ละวัดก็มีรูปทรงที่ต่างกันออกไป อย่างมีวัดหนึ่งที่ผมนึกว่า พระราชวังมัณฑะเลย์ หรืออย่างวัดนี้ก็ให้อารมณ์แนวหลวงพระบาง

ลวดลายประดับประดาไม่แพ้วัด อื่นๆครับ สวยอีกแล้ว

และก็วัดอีกวัดที่อยู่ในบริ เวณวัดวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม วัดนี้ปกติจะปิดครับ เพราะไม่มีบุคลากรมากพอที่จะมาดูแล ซึ่งผมถามแล้วว่าถ้าจะเข้ามาดูต้องทำอย่างไร เค้าก็บอกว่าให้แจ้งเจ้าอาวาสคับ เจ้าอาวาสจะได้ให้ยามมาเปิด ประตูให้ คือข้างในมันอลังมาก สมบูรณ์มาก อจ. เผ่าทองยังเอ่ยปากชมเลยครับ ว่าวัดนี้สมบูรณ์มาก

พระประธานภายในวัดครับ

พี่คนหนึ่งบอกว่า ตัวเองเป็นคนลำปางแท้ๆ ยังไม่เคยมีโอกาสเข้ามาชมเลย นี่คือครั้งแรก เห็นแล้วขนลุก ภูมิใจในสมบัติบ้านเมืองตัว เองมาก

เพชรน้ำหนึ่งของวัดนี้คือสิ่งนี้ครับ “ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง” อายุร้อยๆปี

อาจารย์เผ่าทองบรรยายถึงประวัติของวัดและเล่าเรื่องจาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังอย่างเด็ดดวงครับ ฟังอาจารย์แล้ว ผมขอกราบความรู้ของอาจารย์และชื่นชมเทคนิคการเล่าเรื่องมากๆ ฟังแล้วสนุกจนลืมเวลา

ลำปางเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยของดีทางประวัติศาสตร์ที่ยังหลงเหลือให้เราได้ไปเรียนรู้ ได้ไปร่วมภาคภูมิใจ ผมดีใจนะที่ผมได้มาเยือนจังหวัดนี้ และทำให้ผมรู้ว่า ผมมาแค่นี้ไม่พอหรอก ตามสไตล์ผมที่อยากจะดื่มด่ำ งานชั้นเลิศแบบนี้ ผมต้องมาอย่างน้อยหนึ่งอาทิ ตยเสียด้วยซ้ำ

ผมแปลกใจมากที่ทำไมจังหวัดน ี้มันเงียบเหงาเสียเหลือเกิ น ผมขอให้คำว่าเงียบเหงา เพราะจากสามวันที่ผมมาอยู่ มันแลดูไร้นักท่องเที่ยว เจอคนน้อยมาก ทั้งๆที่โดยส่วนตัวผมว่าจัง หวัดนี้มีอะไรให้ไปสัมผัสมา กกว่าหลายๆที่ที่ผมเคยไปในเ มืองไทยเสียด้วยซ้ำ บางที่ที่เคยไปมันเป็นการ “พยายามสร้างให้แลดูมีอะไร”  แต่ที่นี่ “มีแต่กลับไม่มีใครมองเห็น”

มองอีกมุมหนึ่งมันก็ดีนะครับ ที่ลำปางยังเป็นจังหวัดที่สงบ ไม่ต้องแย่งกินแย่งใช้กับใคร แต่คิดไปคิดมา ผมว่ามันก็คงเป็นที่น่าเสียดายที่ของดีๆเหล่านี้ที่ผมกล้าพูดเลยว่าเป็นสมบัตของชาติ กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก และถูกปล่อยทิ้งไว้ให้สูญสลายไปกับเวลา

เอาเป็นว่าถ้าใครที่กำลังมองหาความเงียบสงบ และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ลำปาง เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่ผมอยากจะแนะนำให้มาเยือนเลยครับ

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ ^^

..บันทึกไว้ในความทรงจำ

ลำปาง ปลายทางฝัน ในวันที่ยังมีลมหายใจ…

เพิ่มเติมครับ

การเที่ยวลำปางจะให้ได้อรรถ รสในการเที่ยวชม ควรหาอ่านข้อมูลไปก่อนจะสนุกสนานและอินกับสถานที่มากขึ้นและหนึ่งในหนังสือที่อยาก แนะนำให้อ่านคือหนังสือ “จุฬาฯอาลัมพางค์” ครับ มีเรื่องราวสถานที่ที่น่าสน ใจมากมายของจังหวัดลำปาง หนังสือเล่มนี้จัดทำเป็นการ พิเศษครับ โดยสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลำปาง ข้างในมีเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยความรู้ มี 3 ภาษาคือ ไทย อังกฤษ จีน รวบรวมข้อมูลและจัดทำถึง 2 ปีเลยครับ

หนังสือเล่มนี้ เล่มละ 1,000 บาท ค่าจัดส่งเล่มละ 100 บาท เล่มถัดไป เล่มละ 50 บาท

สามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางนี้คับ
Goo.gl/7mKKXU